วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

'ฮุน เซน' กับอาชญากรสงคราม เงื่อนไขรบรุนแรงสู่ศาลโลก

'ฮุน เซน' กับอาชญากรสงคราม เงื่อนไขรบรุนแรงสู่ศาลโลก

ประเด็นสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้ อยู่ที่ว่า ทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชา ต่างอ้างฝ่ายตนไม่ได้ยิงก่อน นี่คือ ประเด็นที่จะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง?

ประเด็นต่อมา เหตุใด กัมพูชา ภายใต้บัญชาการของ “ฮุนเซน” จึงใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่เป้าหมายพลเรือนของไทย ซึ่งเท่ากับสร้างเงื่อนไขรุนแรง ในการตอบโต้ และเข้าข่ายผิด “อาชญากรสงคราม” ด้วย

โดยเฉพาะประเด็น “กัมพูชา” ยิ่งเป้าหมายพลเรือนไทย ถูกมองว่า เป็นการทำผิดหลักสากลในการสงครามและกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ยังแถลงข่าว (25 ก.ค.68) ว่า กองทัพไทย ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้อาวุธยิงระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่องของกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป้าหมายพลเรือน

ประกอบด้วย ชุมชนเมือง โรงพยาบาล โรงเรียน ซึ่งการกระทำอันป่าเถื่อนเหล่านี้ได้คร่าชีวิตและสร้างความบาดเจ็บแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอย่างไร้เหตุผล

จากหลักฐานที่มีอยู่ เชื่อได้ว่า รัฐบาลกัมพูชา โดยสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน คือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง การกระทำไม่เพียงละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขาดความเคารพต่อชีวิตมนุษย์และการไม่แยแสต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

การโจมตีพลเรือนโดยเจตนา ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม และผู้ที่รับผิดชอบจะต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราขอเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศและประชาคมโลกดำเนินการสอบสวนอย่างอิสระและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กระทำผิดจะได้รับการลงโทษอย่างเหมาะสม....

และถ้าย้อนดูยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม จะเห็นได้ชัดถึงความสูญเสียที่เกิดกับ “พลเรือน”

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ช่วงเย็น ว่ามีผู้เสียชีวิต 11 ราย เป็น “พลเรือน” 10 ราย และทหาร 1 นาย และมีผู้บาดเจ็บ 28 ราย เป็นพลเรือนถึง 24 ราย เป็นทหาร 4 นาย

ขณะที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข แถลงว่า มีคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสู้รบชายแดนรวม 12 ราย ประชาชน 11 ราย ทหาร 1 นาย บาดเจ็บกว่า 30 ราย(ข้อมูลเมื่อ 24 ก.ค.68)

 แน่นอน, หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป การเสียชีวิตของ พลเรือน ทหาร รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บต้องเพิ่มขึ้น

ทั้งยังมีข้อมูลอีกว่า สาเหตุที่ “พลเรือน” เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างมาก เนื่องจากการปะทะที่เกิดขึ้น นอกจากจะเกิดกับทหารทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ความรุนแรงยังขยายวงมาในพื้นที่พลเรือนของฝั่งไทย โดยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอีสานตอนล่างติดชายแดนกัมพูชาอย่างน้อย 4 จังหวัดใน 5 อำเภอ ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ (อ.กันทรลักษ์), จ.สุรินทร์ (อ.กาบเชิง, อ.พนมดงรัก), จ.บุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด) และ จ.อุบลราชธานี (อ.น้ำยืน) ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

สำหรับพื้นที่ของพลเรือนในฝั่งไทยที่ถูกจรวจหลายลำกล้อง (BM-21) ของกัมพูชาโจมตี ได้แก่ บ้านเรือนประชาชน สถานีบริการน้ำมัน รวมไปถึงโรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์

นอกจากนี้ ถ้าดูจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังทำให้เห็นความเสียหายอย่างมาก กับร้านสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมันปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งจุดนี้มีประชาชนเสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีภาพจากประชาชนผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายรายในอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โพสต์ภาพและวิดีโอความเสียหายของบ้านเรือนที่ถูกจรวดตกใส่เสียหายทั้งหลัง

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยว่า กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 และกำลังสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ยังคงยึดหลักปฏิบัติการตอบโต้ในลักษณะจำกัดวง ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก เคร่งครัดกฎกติกา ตามหลักสากล เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนสองประเทศ แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเลือกเดินในทางตรงกันข้าม ใช้อาวุธโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างไร้ความปราณี

โฆษก ทบ. ระบุว่า การกระทำของกัมพูชายังถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน กรณีใช้อาวุธหนักโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือน และสถานที่ทางประวัติศาสตร์

 “การกระทำของกัมพูชาดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินพี่น้องประชาชนที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร”

มาถึงตรงนี้ สิ่งที่จะน่าทำความรู้จักอย่างมากก็คือ การกระทำที่เข้าข่าย “อาชญากรสงคราม”

จากข้อมูล อาชญากรสงคราม คือ ผู้ที่กระทำความผิดฝ่าฝืนกฎหมายและประเพณีการสงคราม ซึ่งรวมถึงการกระทำทารุณต่อเชลยศึก การโจมตีพลเรือนโดยเจตนา การใช้วิธีการทำสงครามที่ผิดกฎหมาย และอาชญากรรมอื่น ๆ ที่ร้ายแรงต่อมนุษยชาติ การพิจารณาความผิดอาชญากรรมสงครามนั้น เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และมีศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) เป็นผู้พิจารณาคดี

 ส่วนการกระทำที่ถือเป็นอาชญากรรมสงครามนั้น มีดังนี้

  •  การโจมตีโดยเจตนาต่อพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ
  • การทำร้ายเชลยศึก หรือผู้ที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ: (hors de combat)
  • การใช้วิธีการทำสงครามที่ผิดกฎหมาย : เช่น การใช้อาวุธที่มีพิษ
  • การทำลายล้างทรัพย์สินโดยไม่มีความจำเป็นทางทหาร
  • การบังคับให้ราษฎรของศัตรูเข้าประจำการในรัฐบาลฝ่ายตน
  • การข่มขืน การทำร้ายร่างกาย และการฆาตกรรม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

โดยที่ ความสำคัญของกฎหมายอาชญากรสงคราม

-เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน: ในช่วงสงคราม และป้องกันการกระทำที่โหดร้ายทารุณ

-เพื่อรักษาระเบียบและความสงบเรียบร้อย: ระหว่างการขัดกันทางอาวุธ

-เพื่อสร้างความเป็นธรรม: และลงโทษผู้กระทำผิด

-เพื่อให้เกิดความสงบสุข : และป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

สำหรับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC): -เป็นศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อประชาคมระหว่างประเทศ มีอำนาจในการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ได้มีอำนาจในการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นก่อนปี 2002

ประเด็นที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง อะไรคือสาเหตุของการโจมตีเป้าหมายพลเรือนของกัมพูชา? ไม่น่าเชื่อว่า “ฮุนเซน” จะไม่รู้เรื่อง “อาชญากรสงคราม” รวมถึง การเร่งเกม สร้างเงื่อนไขสู้รบในพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่ออะไร?

เรื่องนี้ มาฟังการวิเคราะห์จากนักวิชาการ ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยจะขอหยิบยกบางช่วงบานตอนที่บีบีซีไทยรวบรวมเอาไว้(24 ก.ค.68)

 เริ่มจาก เหตุการณ์ความรุนแรงยกระดับขึ้นจุดสูงสุดได้อย่างไร

นายวิชานา สาร์ นักวิเคราะห์ชาวกัมพูชาจากราชวิทยาลัยแห่งกัมพูชา ให้ความเห็นว่า ชนวนที่ทำให้ทั้งสองประเทศมาถึงการโต้ตอบทางทหาร เกิดจากฝ่ายไทยเองที่ไม่ยอมนำ 4 พื้นที่ ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม (Ta Moan Thom), ตาเมือนโต๊ด (Ta Moan Toch), ปราสาทตาควาย (Ta Kro Bei) และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (Mombei area) ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลกตามที่กัมพูชาเสนอ เพราะเห็นแล้วว่าการเจรจาแบบทวิภาคีไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับสองประเทศ

 “การล้ำเส้นของไทยตามแผนที่กองทัพประกาศไว้เมื่อวานนี้ ประเทศไทยกำลังทำตัวเหมือนรัสเซียที่กำลังรุกรานยูเครน” นายวิชานา กล่าว

 ด้าน ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เห็นต่างจากนักวิชาการชาวกัมพูชา เขาบอกว่า “การอยู่ติดกับเพื่อนบ้านที่จ้องจะหาเรื่องตลอดเวลา” ทำให้ไทยควบคุมสถานการณ์แนวชายแดนได้ยาก

นักวิชาการจาก ม.อุบลราชธานี เห็นว่า ตระกูลฮุนผู้ปกครองกัมพูชามาหลายสิบปี กำลังยกระดับสถานการณ์ชายแดนให้รุนแรงเพื่อดึงนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง และนำกรณีพิพาทเขตแดนที่มีกับไทยไปสู่เวทีโลก ทั้งที่ไทยพยายามทำให้ปัญหานี้อยู่ในระดับทวิภาคีมาโดยตลอด

เขายังบอกด้วยว่า ความเคลื่อนไหวของกัมพูชาครั้งนี้ ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมในประเทศ จากท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำกัมพูชาที่ไม่แสดงความหวาดหวั่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับประเทศที่พวกเขามองว่า “ใหญ่กว่า”

 ด้าน นายแมทธิว วีเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา จากองค์กรอินเตอร์เนชันแนลไครซิสกรุ๊ปหรือไอซีจี (International Crisis Group - ICG) บอกกับบีบีซีไทยว่า “ดูเหมือนว่าสมเด็จฮุน เซน ได้เลือกเล่นไพ่ชาตินิยม เมื่อเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงความไม่แน่นอน” ในอำนาจของทายาทรุ่นสองอย่าง ฮุน มาเนต

“เขายังใช้เล่ห์เหลี่ยมในการจัดการกับความแตกแยกที่มีอยู่แล้วในการเมืองไทยอย่างชาญฉลาด จนทำให้รัฐบาลในกรุงเทพฯ เหลือผู้นำที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี และมีพรรคร่วมรัฐบาลที่อ่อนแอ” นายแมทธิว กล่าว

อย่างไรก็ดี วีร็อก อู นักวิเคราะห์การเมืองชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นประธานและผู้ก่อตั้งฟิวเจอร์ ฟอรัม (Future Forum) สถาบันคลังสมองด้านนโยบายสาธารณะในกัมพูชา เผยกับบีบีซีไทยว่า จุดเริ่มต้นของความรุนแรงครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อฝั่งกองทัพไทยประกาศปิดการเข้าถึงปราสาททั้ง 3 หลัง และปิดพรมแดน

 “ทันทีที่กองทัพไทย ประกาศปิดปราสาทตาเมือน แล้วจะล้อมรั้วลวดหนาม มันก็เหมือนเป็นการนำไปสู่สงครามแล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กัมพูชาจะยอมรับแบบนั้นได้อย่างไร... เพราะถ้าคุณไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าไปได้เลย ก็เหมือนคุณประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นของคุณทั้งหมด ไม่มีใครยอมรับได้หรอก สำหรับผม มันชัดเจนมากว่าการกระทำแบบนั้นก็เหมือนเป็นการ 'ประกาศสงคราม' นั่นเอง" นายวีร็อก กล่าว

ที่สำคัญ คือประเด็น ฝ่ายใดได้ประโยชน์จากการตอบโต้ทางทหารครั้งล่าสุด

 ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ ความเห็นของ นายวีร็อก อู กล่าวว่าจากสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปได้อย่างมากที่กัมพูชาจะเดินหน้าผลักดันให้ข้อพิพาทชายแดนกับไทยกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเขาเชื่อว่ากฎหมายระหว่างประเทศจะอยู่ข้างกัมพูชา

 กลยุทธ์นี้ รวมถึงการเรียกร้องให้มีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย หรือยื่นเรื่องต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

 “กัมพูชาจะพยายามดึงประเด็นเข้าสู่เวทีโลกแน่นอน เพราะเราเป็นรัฐเล็กกว่า และเราก็เชื่อว่ากฎหมายระหว่างประเทศอยู่ฝ่ายเรา” นายวีร็อกกล่าว

เขายังระบุว่า ความแตกแยกของไทย และการที่แต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจกันเอง ทั้งทางการเมืองและกองทัพ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลดความตึงเครียดและหาทางประนีประนอม พร้อมระบุว่า เป้าหมายหลักกัมพูชาคือการนำสถานการณ์กลับสู่จุดเดิมก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยใช้วิกฤตครั้งนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมบนเวทีระหว่างประเทศ

 “ผมคิดว่า กัมพูชาจะชนะในเป้าหมายนั้น” นายวีร็อก กล่าว

 นี่เอง ทำให้เห็นอย่างชัดเชนว่า “กัมพูชา” ภายใต้ “ฮุนเซน” ทำไมเลือกที่จะเสี่ยงโจมตีเป้าหมายพลเรือน เพราะเป็นตัวเร่งชั้นดีให้ไทยต้องตอบโต้อย่างรุนแรง เพื่อความชอบธรรมที่จะเป็นข้ออ้างไปสู่ศาลโลกหรือไม่?

เหนืออื่นใด ไม่ว่าสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา จะยุติอย่างไร หรือไม่ สิ่งที่ “ฮุนเซน”และกัมพูชา ต้องรับผิดชอบก็คือ การถูกนำขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ข้อหา “อาชญากรสงคราม” ส่วนคุ้มหรือไม่ กับการสร้างเงื่อนไขความรุนแรง เพื่อนำพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา สู่การพิจารณาของศาลโลก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป