ศึกแพทยสภา-แชทไลน์ ระวังบานปลาย ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’

“ศึกแชทไลน์แพทยสภา” อดีตนายกฯไม่ใช่ได้เปรียบ เพราะสุดท้ายอาจบานปลาย และกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ลุกลามไปเป็นปัญหาการเมืองภาพใหญ่ได้เหมือนกัน
แม้ถนนทุกสายในทางการเมืองจะดูเหมือนเข้าทาง “สีแดง” และอดีตนายกฯ ทักษิณ แต่ปลายทางจริงๆ อาจเป็นหุบเหวก็ย่อมได้...
- เตรียมริบกระทรวงมหาดไทย
- ภูมิใจไทยไม่กล้าหือ เพราะมีคดี ฮั้ว สว. จ่อยุบพรรคผูกขาอยู่
- “เสี่ยเฮ้ง” เปิดเกมป่วนรวมไทยสร้างชาติ ทำให้พรรคใกล้แตก ไม่มีพลังพอที่จะผนึกกับพรรคน้ำเงินต่อรองเพื่อไทย
- พรรคส้มก็โดนดูดจากกล้าธรรม และมีคดีสำคัญรอโทษประหารทางการเมืองอยู่
- อาศัยเวทีสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดข้อมูลแชทไลน์รั่วแพทยสภา พลิกเกมคดีชั้น 14
เกมการเมืองในพรรครัฐบาลนั้น ผมไม่เถียงว่าอดีตนายกฯทักษิณได้เปรียบจริงๆ และถือเป็น “เซียนเหยียบเมฆ” จริงๆ ในการเปิดปฏิบัติการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และน่าจะตอกฝาโลงพรรคสีน้ำเงินได้สำเร็จ ทั้งพรรคภูมิใจไทย และ พรรค สว.
แต่ “ศึกแชทไลน์แพทยสภา” ต้องบอกว่า อดีตนายกฯไม่ใช่ได้เปรียบ เพราะสุดท้ายอาจบานปลาย และกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ลุกลามไปเป็นปัญหาการเมืองภาพใหญ่ได้เหมือนกัน
เป้าหมายของคุณทักษิณที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ และอาจจงใจใช้เวทีที่สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดแนวรบกับแพทยสภาเลยด้วยซ้ำ ก็เพราะมติของแพทยสภา คือจุดชี้เป็นชี้ตาของคุณทักษิณ กรณีชั้น 14
เป้าหมายแรกจึงต้อง “ดิสเครดิต” มติแพทยสภา
เป้าหมายต่อไป คือ ต้องการให้การยืนยันมติ หลัง “สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา” คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข วีโต้มติไปแล้ว มีความอิหลักอิเหลื่อ และทำให้กรรมการจำนวนหนึ่ง ลังเลในการยืนยันมติ ส่งผลให้ ”เสียงแตก“ ในที่สุด
เป้าหมายที่ไกลกว่านั้น คือ การสกัดในแง่ “กระบวนการ” ให้ยืดเยื้อที่สุด เพื่อไม่ให้มติแพทยสภาถูกส่งไปเป็นหลักฐานในการไต่สวนของศาลฎีกานักการเมือง กรณีบังคับโทษคุณทักษิณแล้วหรือยัง
เป้าหมายสุดท้าย คือ ฟ้องล้มมติแพทยสภาให้เป็นโมฆะ หรือใช้การไม่ได้ ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เป็นเหตุฟ้องแย้ง เพื่อ “ชนะฟาวล์” ได้
จะเห็นได้ว่า นี่คือการเปลี่ยนประเด็นอย่างแยบยล จาก “ป่วยทิพย์หรือไม่ ถึงได้ไปอยู่ชั้น 14” เป็น “แพทยสภามีจริยธรรมหรือไม่” ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นที่พิพาทกันตอนแรก
ปัญหาของแพทยสภา คือ มีสภาพคล้ายๆ ศาลปกครองชั้นต้น หรือศาลปกครองกลาง เทียบได้กับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ กพค.ตร. ฉะนั้นตัวกรรมการจะออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาของคุณทักษิณไม่ได้
ยิ่งโต้ยิ่งขัดมาตรา 16 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ จุดนี้จึงเหมือนเป็นจุดอ่อนของกรรมการแพทยสภา
เหตุนี้เองจึงมีการพลิกเกมต่อสู้ ด้วยการใช้กระแสสังคมกดดัน โดยเฉพาะสังคมแพทย์ พยาบาล รวมถึงสังคมคนทั่วไป เพื่อสนับสนุนมติแพทยสภา
หนึ่งในผู้ที่ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ คือ คุณวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ ได้เปิดแคมเปญเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงรายชื่อสนับสนุน “แพทยสภา”
เหตุผลของการล่าชื่อ คือ การส่งข้อความแชทในไลน์กลุ่ม ไม่ได้เกี่ยวหรือมีผลอะไรกับการลงมติลงโทษแพทย์กรณีชั้น 14 เพราะพิจารณาไปตามหลักฐานว่าด้วยอาการป่วย ฉะนั้นไม่ควรนำ 2 เรื่องนี้มาเกี่ยวโยงกัน
ที่ผ่านมา มีรายชื่อกลุ่มแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ และได้รับการยอมรับอย่างสูง ร่วมลงชื่อจำนวนมาก
ความอ่อนไหวของสถานการณ์นี้ก็คือ การเปิดศึกจริยธรรมแพทยสภาของอดีตนายกฯทักษิณ อาจส่งผลลุกลามให้เกิดกระแสต้านกับตัวคุณทักษิณเอง ในหมู่แพทย์ และบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนมีความรู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม
เรื่องนี้จึงสุ่มเสี่ยงเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว บานปลายเป็นปัญหาการเมืองในเรื่องอื่น หรือลุกลามเป็นม็อบนอกสภาฯได้เหมือนกัน หากมีปัจจัยอื่นเกื้อหนุนที่มีน้ำหนักมากพอ
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวของฝั่งสีกากี ประเมินอย่างไม่เป็นทางการว่า เริ่มมีกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้น ตั้งแต่แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปมชั้น 14 เพราะเป็นเหมือนใบเสร็จชี้ชัดเรื่องข้อกล่าวหา “ป่วยทิพย์”
จากนั้นกระแสความไม่พอใจเริ่มขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะในหมู่แพทย์ เมื่อมีการออกมาโจมตีเรื่องจริยธรรมของกรรมการแพทยสภาบางคน ตามมาด้วยการใช้สิทธิ์ “วีโต้มติแพทยสภา” ของ คุณสมศักดิ์ ในฐานะ “สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา” เพราะคนในแวดวงแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุข มองว่าไม่สมควรวีโต้มติ ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องจริยธรรมของกรรมการแพทยสภาบางคน ตามที่คุณทักษิณออกมาปูด ก็เป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาโทษแพทย์ 3 ราย กรณีชั้น 14
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวรายนี้ประเมินว่า เรื่องนี้หากยังคงเคลื่อนไหวต่อไปเรื่อยๆ ทั้งสองฝ่าย มีโอกาสที่กระแสความไม่พอใจจะขยายวงกว้างขึ้น จากกลุ่มแพทย์ ลุกลามสู่ประชาชนทั่วไป เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า สังคมไทยค่อนข้างให้ความเชื่อถือในคุณธรรม จริยธรรม และความรู้ความสามารถของคนเป็นแพทย์ มากกว่านักการเมืองหรือคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง
โดยขณะนี้มีการจับกลุ่มแสดงความคิดเห็นและแสดงจุดยืน แสดงพลังกันหลากหลายกลุ่ม ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และมองข้ามไม่ได้เลย
ขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยข่าวที่อยู่ใน “ศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ” บอกว่า แม้จะยังไม่มีการประเมินทิศทางสถานการณ์อย่างไม่เป็นทางการ หรือสรุปรายงานออกมา แต่ความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ถูกจับตาจากหน่วยข่าวทุกหน่วย และเห็นตรงกันว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหว หากยังคงเคลื่อนไหวต่อไปในแบบที่สวนทางความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดสถานการณ์ “ม็อบจุดติด” ได้เหมือนกัน
โดยขณะที่มีประเด็นอ่อนไหวอื่นๆ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนอยู่ด้วย โดยเฉพาะสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถปลดชนวนความตึงเครียดได้อย่างเด็ดขาด
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับงบประมาณ คือการเดินหน้าจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะเครื่องบินรบกริพเพน ของกองทัพอากาศ เรือฟริเกตของกองทัพเรือ และการแก้ไขปัญหา “เรือดำน้ำจีน” ที่มีประเด็นเรื่องเครื่องยนต์ยืดเยื้อมานานข้ามรัฐบาล ก็กำลังจะถูกนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติแนวทางในเร็ววันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการแก้สัญญาให้สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ของจีนแทนของเยอรมนีได้ ซึ่งอาจนำมาซึ่งกระแสคัดค้านตามมา
เพราะต้องไม่ลืมว่า ขณะนี้กระแสความไม่พอใจที่คนไทยมีกับจีน ก็คุกรุ่นอยู่แล้ว จากกรณีอาคาร สตง.ถล่ม ซึ่งเชื่อมโยงกับบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ของจีน มีลักษณะใช้คนไทยเป็นนอมินี และฝั่งจีนก็ตอบโต้เรื่องนี้ ด้วยการรณรงค์ไม่ให้คนจีนท่องเที่ยวประเทศไทย ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจนรัฐบาลต้องเรียกประชุมด่วนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา







