วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เพื่อไทย' เจอไฟต์บังคับ ตั้งรัฐบาล 'มีลุง ไม่มีก้าวไกล'

ดูเหมือนโฉมหน้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย เริ่มเห็นชัดขึ้น หลังจากมีข้อสรุปออกมา 3 ข้อ ในการแสวงหาแนวทางจัดตั้งรัฐบาล

หนึ่ง - 8 พรรคร่วม ซึ่งประกอบด้วย 312 เสียงจะแสวงหาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาให้ได้ครบจำนวนที่ต้องเติมให้ถึง 376 เสียง หรือ 64 เสียง โดยอาจมีเงื่อนไขที่สว.ตั้งไว้ เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112(ว่าด้วยเรื่องหมิ่นสถาบันฯ) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะต้องไปพูดคุย ในกรณีที่ส.ว. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลดเงื่อนไขในมาตรา 112 ทางพรรคเพื่อไทยจะรับฟัง แล้วนำมาพูดคุยกับพรรคก้าวไกลและที่ประชุมพรรคร่วมต่อไป

 

สอง - กรณีที่ไม่สามารถหาเสียงสนับสนุนจากส.ว. ได้เพียงพอ จะให้สิทธิ์พรรคเพื่อไทยดำเนินการพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่น ตามที่พรรคเพื่อไทยเห็นควร เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฝ่ายของสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมืองที่จะไปพูดคุยนั้น ที่ประชุมให้เป็นเสรีภาพของพรรคเพื่อไทยในการพิจารณาดำเนินการ

สาม - แนวทางอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ที่ประชุมได้ให้สิทธิ์พรรคเพื่อไทยในการพิจารณาดำเนินการ

จากมติล่าสุดของ 8 พรรคร่วมดังกล่าว ทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้ว่า จะเป็นพรรคอันดับ 2 แต่ถือไพ่เหนือกว่าพรรคอันดับ 1 อย่างพรรคก้าวไกลมาแต่แรก เพราะไม่มีเงื่อนไขในการจับมือจัดตั้งรัฐบาล

 ติดก็แค่เป็นพันธมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เคยประกาศว่าจะจับมือเป็นรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยหลังเลือกตั้ง กระทั่งชนะเลือกตั้งเข้ามาด้วยจำนวนส.ส.ใกล้เคียงกัน(ห่าง 10 ที่นั่ง) ทั้ง “ก้าวไกล-เพื่อไทย”

มีทางออกถึง 3 ทาง แม้ว่า ทางเลือกในท้ายที่สุด อาจเหลือแค่ “ทางเดียว” หรือไม่ก็ตาม

กระนั้น ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างเคร่งเครียดและเป็น “เงื่อนไข” สำคัญที่จะทำให้ ส.ว. 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่เป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ยังคงหนีไม่พ้น ปมประเด็นแก้ไข ป.อาญา ม.112 ที่ทำให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล ไม่ผ่านการโหวตลงมติ และหมดโอกาสไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น เงื่อนปม แก้ไข ป.อาญา ม.112 ซึ่งเป็นวาระของ “ก้าวไกล” พรรคเดียวใน 8 พรรคร่วมรัฐบาล ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ส.ส.ขั้วตรงข้าม หรือฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันไม่โหวตเห็นชอบแคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกลด้วย และไม่แต่เพราะว่า เป็น “ขั้วตรงข้าม” เท่านั้น หากแต่เป็น “จุดยืน” ที่ไม่เห็นด้วย กับการแก้ ป.อาญา ม.112 มาแต่ต้น  

พูดตรงไปตรงมา ก็คือ ไม่มีพรรคการเมืองใด ต้องการแตะต้องสถาบันฯ ยกเว้นพรรคก้าวไกล ที่ใช้ การแก้ไข ป.อาญา ม.112 เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา  

สรุปให้ชัด และเห็นภาพที่สุด ของสถานการณ์ทางการเมือง ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังเลือกตั้ง ก็คือ ส.ส. “ขั้วรัฐบาลปัจจุบัน” และส.ว. มีจุดยืนตรงกัน ที่ไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับ การแก้ไข ป.อาญา ม.112 ที่สำคัญ ยังรุกคืบไปสู่ การตั้งเงื่อนไขไม่เอาพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล หรือไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย

ยิ่งถ้านับเสียงในรัฐสภา จะพบว่า ตัวเลขเต็มจำนวน ฝ่ายนี้จะมีอยู่ 188 บวก 250 เสียงมีเสียงส่วนน้อยมากที่ไม่ติดใจการแก้ไข ป.อาญา ม.112 (เฉพาะส.ว.มีเพียง 13 เสียง)

ขณะที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาล(ฝ่ายค้านเดิม) ซึ่งมี “ก้าวไกล” เป็นแกนนำ เริ่มเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาลด้วยการทำ MOU ผูกมัด เป็น “รัฐบาลของประชาชน” ซึ่งแม้ว่า ใน MOU จะไม่มีข้อตกลงแก้ไข ป.อาญา ม.112 แต่พรรคก้าวไกล ยังยืนยันจะผลักดันผ่านสภาฯ ซึ่งให้เป็นวาระของพรรคก้าวไกล

จนมาถึงวันนี้ เห็นชัดแล้วว่า ปมเงื่อนแก้ไข ป.อาญา ม.112 นำมาสู่ “ทางตัน” โหวตลงมติเลือกนายกฯ อย่างไม่มีทางเลือก 8 พรรคร่วมรัฐบาล จึงมีปัญหาว่า จะทำอย่างไรเพื่อ “ผ่าทางตัน”

ส่วนเสียงในรัฐสภา นอก 312 เสียงของ 8 พรรคแล้ว ก็มีเพียง 13 เสียงของส.ว.ที่โหวต“พิธา” เป็นนายกฯเท่านั้น ทั้งยังไม่แน่ว่า 13 เสียงดังกล่าวจะยังโหวตเลือกแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย หรือไม่

ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทย และ 7 พรรคร่วมรัฐบาล ต่างรู้ดีว่า การแสวงหาความร่วมมือจาก ส.ส.พรรค “ขั้วตรงข้าม” กับ ส.ว. ตามแนวทางที่หนึ่ง และสอง ที่ทำไปพร้อมกันนั้นยากสำเร็จ ตราบใดยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย

จน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เสนอให้บางพรรคเสียสละเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ แต่ก็นับว่า ท้าทายอย่างยิ่ง กับกระแสต่อต้านนอกสภาหรือ ม็อบด้อมส้ม รวมทั้งมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย

ดังนั้น แม้แนวทางที่หนึ่งและสองจะมีให้เลือก แต่แนวทางที่สาม ดูเหมือนมีความเป็นไปได้มากกว่า เพราะจะทำให้พรรคเพื่อไทย มี “อิสระ” ในการจัดตั้งรัฐบาล และเลือกพรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาล แม้แต่ดึงบางพรรคในขั้วรัฐบาลปัจจุบันเข้าร่วม

นั่นหมายความว่า พรรคเพื่อไทย อาจต้องเลือกปล่อยมือจากบางพรรคใน 8 พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็คือ “ก้าวไกล” เพื่อลดเงื่อนไข แก้ ป.อาญา ม.112 ขณะเดียวกัน ก็จับมือกับบางพรรคในซีกขั้วตรงข้าม โดยเฉพาะที่มีอิทธิพลต่อส.ว. เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนจากส.ว. ในการลงมติเลือกนายกฯแบบไม่ต้องเสี่ยง ทั้งยังไม่ติดเงื่อนไข “มีลุง ไม่มีเรา” อีกต่างหาก

เพียงแต่ พรรคเพื่อไทยจะต้องรับผิดชอบเอาเอง กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความวุ่นวายจากม็อบต่อต้าน ปัญหาคะแนนนิยมพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้าฯลฯ จะแก้เกมอย่างไร

ความจริง ขณะที่ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เดินหน้าแนวทางที่หนึ่งและสอง ปรากฏว่าส.ส.พรรค “มองข้ามช็อต”ไปถึง แนวทางที่สามเรียบร้อย

โดยมีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย(20 ก.ค.66)ว่า หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ชัดเจนว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล คือญัตติที่ไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้ในสมัยประชุมเดียวกันทำให้ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยจับกลุ่มคุยกันว่า ถึงเวลานี้การจัดตั้งรัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อได้รัฐบาลใหม่เร็วที่สุด เพราะวันนี้ประเทศมีปัญหามาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจปากท้องประชาชน ที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข

แหล่งข่าว ระบุว่า เมื่อพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคอันดับสองต้องรับไม้ต่อและรีบดำเนินการ เพราะปัญหาประชาชนรอไม่ได้ โดยหลังจากนี้คงต้องสลาย 8 พรรคร่วมรัฐบาล เพราะผลคะแนนที่ออกมาเห็นชัดว่า กลุ่ม ส.ว.ไม่เห็นด้วยกับการให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทยจะตั้งรัฐบาลก็ต้องแยกตัวออกมา

“ส่วนที่อาจจะมีกระแสโจมตีพรรคเพื่อไทยนั้น การมุ่งหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชนก็อาจเจอกระแสโจมตีบ้าง แต่เชื่อว่าเมื่อได้เข้ามาทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำให้ปากท้องประชาชนดีขึ้นแล้ว กระแสเหล่านั้นจะซาลงไป ที่สำคัญเรื่องเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีก้าวไกลต้องชัดเจนให้ได้ก่อนวันที่ 27 ก.ค. เพราะวันดังกล่าวพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯของพรรค ซึ่งจากการประชุมรัฐสภาวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา เห็นแล้วว่า แคนดิเดตนายกฯจะโหวตได้แค่ชื่อละหนึ่งครั้ง ถ้ายังมีพรรคก้าวไกลร่วมด้วย อาจทำให้แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทยต้องสะดุดไปด้วย” แหล่งข่าว กล่าว

อย่าลืม เฟซบุ๊กแฟนเพจ Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล ของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ซึ่งใกล้ชิดพรรคก้าวไกล ก็ชี้โอกาสพลิกขั้ว จาก 8 พรรคร่วมรัฐบาลเอาไว้เช่นกัน

กรณีโพสต์หัวข้อ “ถ้าไม่อยากให้ “ข้อ 41” กลายเป็นค้อนทุบ “8 พรรค” ประธานรัฐสภาต้องกล้าหาญนำข้อยกเว้นตอนท้ายของข้อ 41 มาใช้”

โดยระบุว่า ในการประชุมรัฐสภาวันนี้(19 ก.ค.) ประธานรัฐสภาไม่ยอมใช้อำนาจวินิจฉัยว่า “การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี” ไม่ใช่ “ญัตติ” จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับข้อ 41 ทั้งๆที่ มีความเห็นของนักกฎหมายจำนวนมาก และความเห็นของฝ่ายกฎหมายประจำสภาผู้แทนราษฎร เป็น “หลังพิง” ให้

แต่กลับยอมให้ ส.ส.จากฝั่ง 188 เสนอให้ลงคะแนนว่า การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี เป็น ญัตติ จึงไม่อาจเสนอญัตติซ้ำได้ในสมัยประชุมเดียวกัน

ซึ่งผลที่ออกมา ก็คือ ส.ว.และ ส.ส. ฝั่ง 188 ร่วมกันลากไป จนทำให้เป็นญัตติ ไม่สามารถเสนอนายกฯชื่อซ้ำได้

ล่าสุด ประธานรัฐสภา พึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมครั้งหน้า 27 ก.ค. จะเสนอชื่อพิธาไม่ได้แล้ว

ในเมื่อถูกลากกันไปเป็น “ญัตติ” แล้ว ผมหวังว่า ในการประชุมสัปดาห์หน้า ประธานรัฐสภาจะกล้าหาญใช้อำนาจของตนเอง นำข้อยกเว้นที่บัญญัติในตอนท้ายของข้อ 41 มาใช้

เพื่อวินิจฉัยว่า มีกรณี “เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป” ทำให้ประธานรัฐสภาสามารถเสนอญัตติที่มีหลักการอย่างเดียวกัน เข้ามาใหม่ได้ในสมัยประชุมเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อพิธา แต่เพื่อป้องกันมิให้ ส.ว.+ ส.ส.188 คน เอาข้อ 41 มากดดันให้8 พรรค แตก ด้วยการขู่ว่า แม้เปลี่ยนเป็นแคนดิเดต พท. แต่ถ้ามี กก. ร่วมรัฐบาล ใน 8 พรรค ก็จะไม่โหวตให้ แล้วพวกเขาก็จะรวมหัวโหวตคว่ำเรื่อยๆ เป็นญัตติซ้ำเรื่อยๆ จนรายชื่อแคนดิเดตนายกฯฝั่ง 8 พรรค หมดสต๊อก จนบีบให้ “8 พรรค” แตก และพรรคก้าวไกลต้องถูกเตะไปเป็นฝ่ายค้าน

ชะตากรรมของ “8 พรรค” รัฐบาลในฝันของประชาชนร่วม 27 ล้านคน อยู่ในมือของประธานรัฐสภา”

แน่นอน, แม้ “ปิยบุตร” ยังมีความหวังว่า “ประธานรัฐสภา” จะเป็นตัวช่วยให้ฝ่ายประชาธิปไตย ยังอยู่บนเส้นทางการจัดตังรัฐบาลได้ และยอมรับว่า เวลานี้เกมไปเข้าทางฝ่าย 188 เสียง แต่สิ่งที่ “ปิยบุตร” มองข้ามคือ ตราบใดที่มี “ปมเงื่อน” แก้ ป.อาญาม.112 ตราบนั้น แคนดิเดตนายกฯฝ่ายประชาธิปไตย ก็ไม่ผ่านด่าน “รัฐสภา” อยู่ดี

สุดท้าย แม้ ตัวแทนเจรจา 8 พรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย จะทำงานอย่างเต็มที่และยื้อจัดตั้งรัฐบาล “ฝ่ายประชาธิปไตย” อย่างเต็มที่ แต่คำถามที่ดังขึ้นท่ามกลาง ก็คือพรรคเพื่อไทยใครมีอำนาจตัดสินใจในท้ายที่สุด?

เป็นคำตอบให้เห็น “โฉมหน้า” รัฐบาลเพื่อไทยที่จะออกมา และหลายคนก็เดาถูกมานานแล้วด้วย!?