วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พิธา' เหลือด่านสุดท้าย 250 ส.ว.ชี้ชะตานายกฯ

ถ้าจับสัญญาณจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ล่าสุด เป็นไปได้สูง ที่จะเริ่มไต่บันไดขั้นแรก ด้วยการรับรอง “ส.ส.” จนครบ 95 % เพื่อให้สามารถประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ จากนั้น นำไปสู่การเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี

ถ้าฟังจากประธาน กกต. จะไม่มีการเร่งพิจารณา กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ถือหุ้นสื่อ(ไอทีวี) เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาล ก็จะเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ 2560 (ไปก่อน) คือเลือกประธานสภาฯ จากนั้นก็มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยประธานสภาฯ ส่วนจะมีการเสนอกี่ชื่อ ผ่าน “รัฐสภา”(ส.ส.และส.ว.) หรือไม่ จะกลายเป็นด่านสำคัญด่านสุดท้ายทันที

หลังจากก่อนหน้านี้ มีการ “ลุ้น” กันว่า “พิธา” จะถูกสอยก่อนได้รับการเสนอชื่อ โหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” และพรรคร่วมรัฐบาลก็จะมีการเตรียมชื่อ นายกรัฐมนตรี คนใหม่เอาไว้สำรอง โดยมีการจับจ้องไปที่ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือไม่ก็ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ที่จะได้ส้มหล่น เพราะพรรคก้าวไกล มีแคนดิเดตนายกฯแค่คนเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความกดดันจะตกมาอยู่ที่ “ส.ว. 250” คน อย่างไม่ต้องสงสัย และยังไม่อาจใช้ข้ออ้าง หรือ มีตัวช่วย กรณี “พิธา” ถือหุ้นสื่อ จนถูกต้องห้ามลงสมัครส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาให้น้ำหนักที่จะไม่โหวตเลือก “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เหลือเพียงแค่ ประเด็นแก้ไข ม.112 ซึ่งก็ไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า มีผลกระทบต่อสถาบันฯมากน้อยแค่ไหน หรือไม่?

ขณะเดียวกัน เกมต่อสู้เพื่อฟันฝ่าไปสู่ฝั่งฝันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ “พิธา” และพรรคก้าวไกล รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาล “ฝ่ายประชาธิปไตย” ก็มีทั้ง “แรงหนุน” จากกระแสสังคม มีการเคลื่อนไหวกดดัน ปลุกเร้า ที่จะปกป้อง “รัฐบาลประชาธิปไตย” ของ“ด้อมส้ม” และองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง

“อาวุธ” ที่ยิงทุกครั้ง เข้าเป้าทุกครั้ง ก็คือ มีเกมสกัด “พิธา” ไม่ให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” และไม่ให้ “พรรคก้าวไกล” ได้เป็นรัฐบาล เพราะเป็นพรรคที่จะเข้ามาล้มล้างโครงสร้างอนุรักษนิยม และเป็นศัตรูสำคัญของ “ฝ่ายอนุรักษ์”

เพราะอย่าลืม สังคมไทย “ตกผลึก” อย่างมากกับ “ความขัดแย้ง” ทางการเมือง ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์ หรือ กลุ่มอำนาจเก่า กับ ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งกำลังจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง

ทั้งนี้ แม้แต่เรื่อง “การถือหุ้นไอทีวี” ของ “พิธา” ที่มีทั้งฝ่ายหนุนว่า “ไม่ผิด” และฝ่ายที่ชี้ว่า “ผิดแน่นอน” ถกเถียงกันล้ำหน้า กกต.และศาล ที่จะเป็นผู้ตัดสิน ไปถึงไหนต่อไหน ก็ถูกชี้นำในการต่อสู้ของ “พิธา” และพรรคก้าวไกลว่า มีคนเดินเกมอยู่เบื้องหลัง

เห็นได้ชัด กรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความ กรณีคณะกรรมการบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ออกเอกสารชี้แจงปมบันทึกรายงานการประชุมไม่ตรงกับคลิปวิดีโอ รวมถึงแบบนำส่งงบการเงินที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ไม่ตรงกับที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ว่า

“นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณตัดตอนลอยแพเหล่าลูกสมุน เพื่อเซฟผู้บงการ นับจากนี้ต่างคนต่างเอาตัวรอดกันเอง แต่อย่าให้เรื่องพันมาถึงนายก็แล้วกัน”(16 มิ.ย.66)

ต่อมาช่วงสายวันเดียวกัน ที่พรรคก้าวไกล “วิโรจน์” ให้สัมภาษณ์อีกว่า เมื่อกรณีหุ้นไอทีวีถูกกระชากหน้ากากออกมา ทำให้ประชาชนเชื่อว่า ขบวนการไอ้โม่งมีอยู่จริง และถูกกระชากออกมาเกือบหมดแล้ว คนที่เป็นนายเริ่มถีบหัวส่งลูกสมุน ส่วนลูกสมุนแต่เดิมก็เสียงแข็ง แต่เท่าที่ติดตามการให้สัมภาษณ์ช่วงหลังๆของลูกสมุน พบว่า ไม่ได้มาขู่ฝ่ายตรงข้ามหรือก้าวไกล แต่ขู่ผู้บงการและลูกสมุนด้วยกันเองมากกว่า ว่าอย่าทิ้งเขา ถ้าทิ้งก็จะมีหลักฐานล่อคืนเหมือนกัน ดังนั้น ถ้ายังมีขบวนการสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ คุณจะเจอการขุดคุ้ยโยงการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างเข้มข้นแน่นอนเพราะตอนนี้ประชาชนมีสมมติฐานแล้ว ถ้ามีเหตุอะไรที่ยกขึ้นมาขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล หรือขัดขวางนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ให้เป็นนายกฯ ประชาชนจะมีสมมติฐานที่ไม่เชื่อโดยทันที จะช่วยกันขุดและโยงหาคนที่อยู่เบื้องหลัง เหมือนการตรวจสอบเอกสารรายงานงบการเงินของไอทีวี

“จากคลิปวิดีโอที่ออกมา ชัดเจนเลยว่า มีการวางแผนไว้ก่อน แต่ขบวนการคนถ่อยแบบนี้คงคิดว่าเขาฉลาด แต่ฉลาดในโลกยุคโบราณ ทุกอย่างใช้แต่เอกสารในการโยงกันคนถ่อยเหล่านี้เก่งในเรื่องของการโยงเอกสารกับเอกสาร แต่คงลืมว่า โลกใบนี้เป็นโลกของดิจิทัลที่มีดิจิทัลฟุตปรินต์แล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขดิจิทัลฟุตปรินต์ที่เกิดขึ้นจากตัวคุณเองได้ นี่คือความโง่ ความเขลา และความไม่ทันโลก ความโง่เหล่านี้ประชาชนเขารู้ทันแล้ว หมดมุกหมดท่าไม้ตาย มันจบแล้วครับนาย รัฐบาลเดินหน้าได้ฉลุยแน่นอน” วิโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ “วิโรจน์” ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.มีมติปัดตก 3 คำร้องถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา ก่อนหน้านี้ แล้วตั้งเรื่องไต่สวนตามมาตรา 151 แทน ว่า เรื่องนี้คือสัญญาณบวกเพราะการสู้ในเรื่องมาตรา 151 คือการรู้อยู่ก่อนว่าไม่มีคุณสมบัติแล้วมาสมัคร ในเมื่อศาลยังไม่ตัดสินจะไปกล่าวหาว่า เขารู้อยู่ก่อนได้อย่างไร เพราะเขาเชื่อโดยสุจริตว่า เขามีคุณสมบัติ คนที่กล่าวหาต้องมาพิสูจน์

“การสู้ในศาลยุติธรรมมี 3 ศาล แต่เอามาตรา 151 มาเป็นชนักปักหลัง แล้วไปซื้อเวลาเอา เผื่อดินฟ้าอากาศเปลี่ยน อาจสั่งให้มีอภินิหารในการเดินคดีได้ เอาชนักปักหลังแล้วไปต่อรองเอา มองอีกมุมถ้าเกิดใช้กลไก ส.ว.ได้ วิชามารเหล่านี้ไม่เกิดหรอก แสดงว่า ด่าน ส.ว.ผ่านแล้ว เชื่อว่า ตอนนี้ ส.ว.มีวิจารณญาณและเคารพเสียงประชาชนมากขบวนการคนถ่อยคงรู้ว่า บงการ ส.ว.ไม่ได้แล้ว เลยต้องใช้เส้นสนกลในอื่นแทน แต่พอถูกกระชากหน้ากากเรื่องไอทีวี ชนักที่ปักหลังนายพิธาหลุดหมด วิ่งตัวปลิวแล้ว และชนักกลับไปปักพวกเขาแทน ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว เวรกรรมมีจริง”

ทั้งนี้ “ไอทีวี” ชี้แจงว่า การที่บันทึกการประชุม กับ คลิปการประชุม ไม่ตรงกัน เพราะการบันทึกใช้วิธีสรุป ไม่ได้บันทึกคำต่อคำ ในวาระคำถามในที่ประชุมที่เป็นปัญหาข้อถกเถียง

ส่วนที่มีการบันทึกรายงานการประชุมว่า “ปัจจุบัน บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทและมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” นั้น บริษัทไม่ได้ต้องการจะสื่อสารว่า บริษัทยังประกอบกิจการสื่ออยู่ แต่หมายถึงบริษัทยังคงดำเนินการอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ที่บริษัทได้จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยมิได้มีการเลิกกิจการแต่อย่างใด

และกรณีงบการเงินไตรมาส 1 ประจำปี 2566 ของบริษัทที่มีการโพสต์ในเว็บไซต์www.itv.co.th ตามที่มีข่าวว่าได้จากการผลิตสื่อหรือไม่ บริษัทขอเรียนให้ทราบว่า งบฯดังกล่าวเป็นเพียงร่างงบการเงินที่ใช้ภายในบริษัทและยังไม่ได้มีการสอบทานหรือตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชี จึงยังไม่สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้งานภายนอกบริษัทได้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ

สรุป คำชี้แจง ไม่ได้ยืนยันหลักฐานมัด “พิธา” นั่นเอง

มาถึงเกมโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” ในรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เสียง ทั้งส.ส.และส.ว. ตามบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญ 2560 เกินครึ่ง(376) เพื่อผ่านการลงมตินั้น

แม้ “วิโรจน์” เชื่อว่า ผ่านแล้ว แต่ถ้าฟัง นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “ชัดมาก?”(16 มิ.ย.66) กลับทำให้น่าคิดว่า ไม่ง่าย และ ยังมี “เกม” ที่อาจถึงขั้น พลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลเลยทีเดียว

“จตุพร” กล่าวถึงการตั้งรัฐบาลว่า ถ้า 3 ฝ่าย คือ ฝ่าย 8 พรรค 312 เสียง กับพวกอำนาจเดิม 188 เสียง และ ส.ว. 250 คน ไม่โหวตให้ฝ่ายใดเลย หากทุกฝ่ายแสดงความเป็นคนจริงก็ย่อมตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ขณะนี้กลับมีคนไม่จริง คือ พูดอย่างทำอย่าง แม้พรรคไม่เปลี่ยนข้าง แต่คนของพรรคก็จะเปลี่ยนใจไปโหวตให้อีกฝ่าย ซึ่งคาดได้เห็นร่องรอยปรากฏตั้งแต่วันเลือกประธานสภาฯแล้ว

โดยกล่าวถึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ ว่า คงหนีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปไม่พ้น เมื่อถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นมีคุณสมบัติต้องห้ามสมัคร ส.ส. แต่จะลามถึงหยุดปฏิบัติหน้าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ อยู่ที่ กกต. จะเสนอต่อศาลหรือไม่

ส่วนตนคิดว่า อยากให้นายพิธาได้มีโอกาสหลุดไปถึงวันโหวตเลือกนายกฯ เพื่อจะได้เห็นภาพตำตาตัวเองว่า ใครหักหลังและทรยศทางการเมืองกันบ้าง

อย่างไรก็ตาม ถ้า นายพิธา ไม่มีโอกาสได้เข้าไปโหวตเลือกนายกฯ แล้ว เมื่ออารมณ์ระอุไม่พอใจกับการถูกกลั่นแกล้ง มวลชนจะออกมาชุมนุมบนถนนหรือไม่ แต่ไม่ว่าอารมณ์แบบไหน ก็หนีการชุมนุมไม่พ้น ดังนั้น ถ้าให้ พิธา พิสูจน์ตัวเองก่อน ก็จะได้สะสางความคลางแคลงใจของสังคมให้เบาบางลง สิ่งสำคัญ นายพิธา จะได้รู้ว่า ตัวเองก็ผิดด้วยที่ไม่ล้างหุ้นไอทีวีจำนวน 4.2 หมื่นหุ้น ออกจากตัวเองก่อนไปสมัคร ส.ส. ยกเว้นคนออกแบบเกมต้องการไม่ให้นายพิธาพิสูจน์ตัวเอง ให้ไปต่อสู้ทางกฎหมาย จึงเป็นการคิดทางการเมืองให้เกิดชนวนการชุมนุมขึ้น

“ถึงที่สุดแล้ว นายพิธา อุ๊งอิ๊ง และ นายเศรษฐา ทวีสิน คงไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะจะมีงูเห่าจำนวนมากเลื้อยแตกรังออกไปหนุนฝ่าย 188 เสียงตั้งรัฐบาล ดังนั้น คนเป็นนายกฯ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ แต่จะปกครองยาก เพราะคนจะออกมาชุมนุมเต็มบ้านเมือง คนคิดเกมออกแบบดันพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ ช่วยรอเวลาอีกสักนิด และให้โอกาสนายพิธาได้เข้าประชุมโหวตนายกฯ ด้วย เพราะนายพิธาไม่มีทางได้เป็นนายกฯ อยู่แล้ว เพราะไม่ได้เสียง ส.ว. อย่างไรก็ตาม การให้โอกาสนายพิธา เท่ากับลดแรงชิงชังของมวลชนลงได้อย่างมาก”

ประเด็นของ “จตุพร” มองในมุมที่หลายฝ่ายก็เป็นห่วงเรื่องนี้อย่างมาก คือ “ทางตัน” ทางการเมือง และมวลชนลุกฮือต่อต้าน ผลโหวตของส.ว.ที่ทำให้ “พิธา” ไม่ได้เป็นนายกฯ

เนื่องจาก “พิธา” ต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ถึง 64 เสียง ในขณะที่ตัวเลขที่ถูกนำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ ไม่น่าจะเกิน 20 เสียงที่สนับสนุน “พิธา”

ยิ่งถ้ามองในมุมของ “จตุพร” เกิดมีส.ส.“งูเห่า” ใน 8 พรรคร่วมรัฐบาล ก็ยิ่งยากไปใหญ่

ที่น่าวิเคราะห์ไม่แพ้กัน ถ้าเปลี่ยนตัว “นายกรัฐมนตรี” มาเป็นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย คือ “อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา” คำถามแรก พรรคก้าวไกล จะยอมหรือไม่ ถ้ายอม “มวลชน” และ ผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังก้าวไกล ยอมหรือไม่ ก่อนที่จะมาถึง “ส.ว.” จะสนับสนุนหรือไม่

เพราะถึงอย่างไร ดูเหมือนเงื่อนไขที่ “ส.ว.” ส่วนใหญ่ ตั้งป้อมต่อต้าน คือ ขั้วรัฐบาล ที่มี“ก้าวไกล” อยู่ด้วย หรือไม่

กระนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ “กระแสสังคม” ที่อาจเป็นตัวตัดสินชี้ขาด ก็เป็นได้ ถ้ากระแสสังคมยืนยันที่จะให้ “พิธา” เป็น “นายกรัฐมนตรี” และ “มวลชน” ลงถนนเป็นล้านอย่างที่ แกนนำม็อบ 3 นิ้วบางคนออกมาส่งสัญญาณ ใครก็ไม่อาจขวางกั้นได้เหมือนกันหรือไม่จริง?