วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เนวิน-เสี่ยหนู” ประสานเสียง เลี่ยง “เป้าโจมตี” จับมือทุกขั้ว

ต้องยอมรับว่า “พลังดูด” ของพรรคภูมิใจไทย สร้างความหวั่นไหวให้กับหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งเป้าหมายชนะเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์” (ถล่มทลาย) มาตั้งแต่ไก่โห่ แม้ยัง “ปากกล้าขาสั่น” ไม่หวั่นกลัวก็ตาม

แน่นอน, ความหวั่นไหว ย่อมมาพร้อมกับ ความเป็น “คู่ต่อสู้” หรือ “คู่แข่ง” อย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่ตามมาก็คือ การ “โจมตี” ทางการเมืองทุกรูปแบบ เพื่อสกัดดาวรุ่งให้ได้

ไม่แปลก ที่ทั้ง นายเนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่” แห่งภูมิใจไทย และ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะประสานเสียง “สยบปัญหา” ที่จะตามมาในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการประกาศจับมือตั้งรัฐบาลกับทุกขั้ว ไม่เว้นแม้แต่ “พรรคก้าวไกล” หากเลิกดันทุรัง เสนอแก้ไข ป.อาญา ม.112   

“พรรคภูมิใจไทย ไม่เคยมีปัญหาความสัมพันธ์กับพรรคไหนอยู่แล้ว ความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมืองท่าทีของเรื่องต่างๆที่เห็นต่างกันถือเป็นเรื่องปกติ เราไม่เห็นด้วยกับหลายเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล และเราแสดงท่าทีชัดเจน อย่างเช่น เรื่องกฎหมายกัญชาที่มีคนไม่เห็นด้วยกับพรรคภูมิใจไทย เราจะไปบังคับความคิดเขาได้อย่างไร สุดท้ายเป็นเรื่องของแต่ละพรรคจะพิจารณา แสดงความคิดเห็น” อนุทิน ตอบคำถาม มีเงื่อนไขอะไรที่จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา

พร้อมกับ กล่าวถึงแนวทางการร่วมรัฐบาลของพรรค หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า การจะร่วมรัฐบาลกับใครต้องดูว่าไปรวมแล้วเสียงจะเกินครึ่งหนึ่งของสภาฯ(เกิน 251 เสียง) หรือไม่ ควบคู่กับ ประเมินจากคะแนนพรรค และคะแนนผู้สมัครตรงนี้จะทำให้เราทราบว่า ประชาชนต้องการให้เราทำอะไร ไปในทิศทางไหน เราคงไม่ฝืนความต้องการของประชาชน


ถามว่า พรรคภูมิใจไทย มีสัญญาใจจะต้องจับมือกับรัฐบาลขั้วเดิมก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่ผลของการเลือกตั้งครั้งหน้า เราคงพูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าพรรครัฐบาลมีใครบ้าง และยังไม่รู้เลยว่าพรรคพลังประชารัฐที่เคยเป็นพรรคแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้ง ความเป็นไปในพรรคเป็นอย่างไร แกนนำของแต่ละพรรคยังตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันหรือไม่ หรือจะแยกไปทำพรรคอื่นต่างหาก


“ในเมื่อเราไม่รู้ และเราควบคุมอะไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็ต้องพยายามทำให้เราแข็งแรงที่สุด ทางที่ดีที่สุดเราก็ต้องตั้งเป้าให้เราเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด พึ่งตัวเองมากที่สุดก่อน เมื่อผลเลือกตั้งออกมา ถ้ายังมีอะไรที่เราต้องก้าวไปทิศทางไหนก็ค่อยพิจารณา”

และถามว่า สมมุติถ้าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.มาก เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถร่วมงานกันได้ใช่หรือไม่ “อนุทิน” กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ได้ส.ส.เยอะ ก็ต้องไปถามพรรคเพื่อไทย แต่ในส่วนของเราก็ต้องทำให้มีจำนวนส.ส.มากที่สุด ซึ่งคนที่จะทำให้เราได้มากหรือน้อยคือประชาชน ประชาชนจะพิพากษาว่าจะให้เราทำอย่างไรเราฝืนประชาชนไม่ได้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจ เชื่อมั่นว่า พรรคภูมิใจไทยรักษาคำพูด จึงเป็นที่มาของ “พูดแล้วทำ” เขาเลือกเรามาแล้วไม่เสียแรง เสียเวลา ที่เขาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง


สำหรับ พรรคก้าวไกลมีจุดยืนแก้ ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 จะร่วมงานกันได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถ้าจุดยืนนี้ยังไม่เปลี่ยนก็คงลำบากที่จะทำงานด้วยกัน เพราะพรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามีความเชื่อว่า มาตรา 112 ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์หรือสถาบันหลักของชาติไว้ เรามีความจำเป็นที่จะต้องยึดถือเรื่องนี้เอาไว้


“เรายังพูดเหมือนเดิมว่า ถ้าเราไม่คิดจาบจ้วง ก้าวล่วง ให้ร้ายสถาบัน มาตรา 112 แทบจะไม่ได้มีความหมายอะไรกับคนปกติทั่วไป ซึ่งมาตรา 112 ไม่ว่าจะบัญญัติอย่างไรก็แล้วแต่ พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้เดือดร้อนด้วย เพราะพรรคยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ประเทศไทยต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยคิดอย่างเดียว แต่หัวหน้าพรรค ผู้บริหารพรรค ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน”


ก่อนหน้านี้ (25 ธ.ค.65) “เนวิน” ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะ “ครูใหญ่” ภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์รายการข่าว สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ถึงสถานการณ์การเมือง หลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ว่า


“ประเทศไทย กับการเมืองไทย ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร เชื่อผมเลย และสิ่งที่เป็นกลไกสำคัญที่สุด คือการตัดสินของประชาชน ณ วันลงคะแนนเลือกตั้ง จะเป็นตัวบังคับให้นักการเมือง และพรรคการเมืองต้องรู้ว่า ประชาชนต้องการอะไร”


เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการแบ่งขั้วการเมือง จะทำให้เป็นปัญหาจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ “เนวิน” กล่าวว่า เรื่องแบ่งขั้ว เลิกคิดได้แล้ว เรื่องขั้ว ถ้าเมื่อไร เรายังแบ่งขั้ว แบ่งสี อยู่แบบนี้ บ้านเมืองมันไปไหนไม่ได้


“ส่วนหนึ่งที่บุรีรัมย์มาถึงวันนี้ แล้วพัฒนาแบบก้าวกระโดด ใน 10 ปี เติบโตกว่าจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย เพราะเราไม่มีขั้ว”

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ความสัมพันธ์กับ คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถ้าจะไปจับมือจัดตั้งรัฐบาล เรื่องในอดีตลืมไปหมดหรือยัง “เนวิน” กล่าวว่า เป็นเรื่องในอดีต คำถามวันนี้คือว่า วันนี้พรรคเพื่อไทย เป็นของใคร ตอบผมหน่อยสิ พรรคเพื่อไทย ขับเคลื่อนด้วยใคร ใครกำหนดนโยบายพรรคเพื่อไทย ใครบริหารพรรคเพื่อไทย

“ถ้าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรคในปัจจุบัน เป็นผู้บริหารทั้งหมดนี่นะ แล้วมันมีความขัดแย้งอะไรกับคุณอนุทินเขาล่ะ ผมก็ไม่เห็นว่า มีความขัดแย้ง แม้กระทั่งตัวท่านนายกฯ ทักษิณ เองนี่นะ ในอดีตกับคุณอนุทิน เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน อย่าเอาตัวผมมาเป็นที่ตั้งสิ ผมไม่ได้เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยนะ ผมแค่ครูใหญ่ ผมเป็นแค่ลุงเนวิน”

“เนวิน” ยังกล่าวอีกว่า ทิศทางของพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องกรรมการบริหารพรรค ตนเป็นสมาชิกพรรค ไม่ใช่ผู้บริหารพรรค ไม่ใช่แกนนำพรรค

“คนที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทยวันนี้ กับคนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยวันนี้ คนที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ คนที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐในวันนี้ ไม่เห็นมีใครมีความขัดแย้งกันนี่ ทำไมพวกคุณจะรวมกันไม่ได้ล่ะ”

ย้อนอดีตทางการเมืองที่น่าสนใจของ “เนวิน” เขาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากคดียุบพรรคไทยรักไทย เมื่อพ.ศ. 2549 แต่ยังคงเป็นผู้นำกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” ที่มีส.ส.ของกลุ่มราว 30 คน มีบทบาทอย่างสูงในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งยัง เป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ ส.ส. เดิมของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกตัดสินยุบพรรค เข้าสังกัด และร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์

ในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมษายน พ.ศ. 2552 หลังจาก “เนวิน” ถูก ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดงพร้อมด้วย ส.ส.พรรคเพื่อไทย โจมตีว่า เนรคุณหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน “เนวิน” ได้เปิดแถลงข่าวในตอนบ่ายของวันที่ 7 เมษายน ในเชิงท้าชนกับ “ทักษิณ” พร้อมกับตั้งคำถามว่า

คำว่า “รัฐไทยใหม่” ของ ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร และข้อเรียกร้องให้องคมนตรีลาออกนั้น เป็นการก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย ซึ่งตนถือว่าสำคัญกว่าพระราชอำนาจ และถ้าจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องข้ามศพตนไปก่อน

ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2552 “เนวิน” ได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากรัฐบาล โดยกำหนดตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ตลอดแนวถนนราชดำเนินตั้งแต่สนามหลวงจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า และจัดงานได้อย่างน่าประทับใจ

ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิด 54 ปี “เนวิน” ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด เพื่อที่จะลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาในรอบหลายปี โดยจะทุ่มเทให้กับการกีฬาอย่างเต็มที่(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

ส่วน “พลังดูด” ที่ถือว่าฮือฮาอย่างมากในแวดวงการเมือง กรณีวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ขณะเปิดที่ทำการพรรคใหม่ หลังปรับปรุงอาคาร ปรากฏว่า มีกลุ่มอดีต ส.ส.ที่ย้ายจากพรรคการเมืองต่างๆ อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล เกือบ 40 คน มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปสมัยหน้า

อย่างไรก็ตาม ถามว่า ส.ส.ลาออกจำนวนมากนี้ เป็นการกดดันให้นายกฯ ยุบสภาหรือไม่ “อนุทิน” ตอบว่า ไม่เคยกดดันใคร ภูมิใจไทยว่านอนสอนง่าย รู้ว่าอะไรควรไม่ควร วันนี้ที่พร้อมใจกันมาสมัครเป็นความเต็มใจของทุกฝ่าย ไม่มีนัยทางการเมือง

เมื่อถามว่าจะเป็นพรรคใหญ่เลยหรือไม่ “อนุทิน” ตอบว่า เราเป็นมานานแล้ว เลือกตั้งครั้งนี้ส่งครบทุกเขต มั่นใจทุกคน เราใช้คำว่า ตอกเสาเข็ม อยู่อย่างมั่นคง ไม่ใช่แลนด์สไลด์ เพราะไม่มั่นคงไม่มีเสาเข็ม เราจะตอกไปเรื่อยๆ ชอบตอกเสาเข็ม “สำหรับ พล.อ.ประวิตรท่านเมตตาพวกเราเสมอ โดยเฉพาะเลขาธิการพรรค(นายศักดิ์สยาม) ที่เป็นหลานเลิฟ”

เรื่องตอกเสาเข็ม ดูเหมือนจะจริง เพราะที่ผ่านมา ดูเหมือนพรรคภูมิใจไทย เปิดตัวผู้ประสงค์จะลงสมัครส.ส.ได้อย่างน่าสนใจในแทบทุกภาค โดยเฉพาะ ภาคใต้ กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะปักเสาเข็ม

ที่น่าสนใจ “อนุทิน” กล่าวถึงการสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยของ น.ส.ชนม์ทิดา อัศวเหม บุตรสาวนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าสมุทรปราการ แกนนำกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า และ น.ส.นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการว่า

“น.ส.ชนม์ทิดา จะลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องติดตามตนลงพื้นที่ทั่วประเทศ”

ถามว่าต่อไปจะดีล “กลุ่มสมุทรปราการ” ร่วมงานหรือไม่ “อนุทิน” ตอบว่า ไม่มีการคุยหรือดีลอะไรทั้งสิ้น น.ส.ชนม์ทิดา เปรียบเสมือนลูกสาวตนคนหนึ่ง สนใจทำงานรับใช้ชาติบ้านเมือง ทุกวันนี้ก็ช่วย น.ส.นันทิดาทำงาน

ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ก็คือ สถานการณ์ของ “พรรคภูมิใจไทย” ในเวลานี้ หลังก้าวกระโดดขึ้นเป็นพรรคใหญ่ มีอดีตส.ส.และส.ส.อยู่ในสังกัดเกือก 100 คนเข้าไปแล้ว   

ดูเหมือน “ครูใหญ่เนวิน” จะรู้ดีว่า พรรคจะต้องตกเป็น “เป้า” ในการ “โจมตี” ของหลายพรรคแน่ และนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น ก่อนถึงวันเลือกตั้ง

ดังนั้น การประกาศ “ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร” ในทางการเมือง คือ จุดยืนที่ “ปลอดภัย” ที่สุดในสนามเลือกตั้ง  แม้ถึงกระนั้น ก็อาจหลีกไม่พ้นอยู่ดีก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด พรรคใหญ่บางพรรค อย่างเพื่อไทย ถ้าอยากเป็นรัฐบาล ก็จะต้องถนอมน้ำใจพรรคภูมิใจไทยเอาไว้ด้วย ดีกว่าไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา

ยิ่งกว่านั้น การหยิ่งผยองพองขน ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะกวาดส.ส.เข้าสภาเป็นจำนวนมาก เหมือนท่าทีตอนแรกที่เริ่มดูดส.ส.เข้าพรรค ก็จะยิ่งสร้างศัตรูทางการเมืองโดยใช่เหตุ โดยที่ในสนามเลือกตั้งยังไม่รู้ว่า แต่ละพรรคจะขุดคุ้ยจุดอ่อนอะไรของกันและกันออกมา ประจานต่อประชาชน

เพราะอย่าลืมว่า นอกจาก “พลังดูด” แล้ว นโยบายที่เป็น “ทีเด็ด” ของพรรคภูมิใจไทยอีกอย่าง ก็คือ “กัญชาเสรี” ที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่การเลือกตั้ง ปี2562 โดยการเลือกตั้งครั้งหน้า คาดว่าจะมีการนำมาขยายผล ด้วยคำว่า “พรรคภูมิใจไทย พูดแล้วทำ”

แม้ว่า “กัญชา” จะมี “สองด้าน” ที่เป็นข้อถกเถียง คือ คุณ และโทษ อยู่ที่ใครจะให้น้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากัน ซึ่งต้องยอมรับว่า ประชาชนเริ่มรู้จักใช้กัญชา เพื่อเป็น “ยา” ในการเยียวยาบางโรคมากขึ้น หลังได้ข้อมูลจากการสัมมนา และคำแนะนำทางการแพทย์มากขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งให้ความสนใจอย่างสูง แต่พูดถึงการถูก “โจมตี” ในเรื่อง “ยาเสพติด” ก็ยังคงตีคู่กันมาเหมือนกัน

ที่เห็นได้ชัด เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรยังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ต่อไปตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลผสมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอมาตลอดว่า การปลดล็อคกัญชาออกจากประเภทยาเสพติดให้โทษ ของกระทรวงสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามออกประกาศมารองรับนโยบายกัญชาเสรีนั้น จะเกิดผลกระทบต่อสังคม เป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย


นางสาวตรีชฎา อ้าง มีข้อมูลจาก ศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติด(ศศก.)กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาวิชาการและการประชุมวิชาการศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติดเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยและนักวิชาการยาเสพติดระบุว่า

 
สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยแพร่ข้อมูลผลการสำรวจในไทยเมื่อปี 2563 พบการใช้สารเสพติดอยู่ที่ 4.6% ต่อมาสำรวจในปี 2565 พบเด็กและเยาวชน อายุ 18-19 ปีสูบกัญชาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากที่ผ่านมา


ขณะเดียวกัน ทางศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติดร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมโดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปี 2563-2565 พบว่า ยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญของชาติ โดย 41% เห็นว่า การถอดกัญชาออกจากยาเสพติดมีผลเสียมากกว่าผลดี และพบว่า24.9% ใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ โดย 1 ใน 5 อายุน้อยกว่า 20 สูงขึ้น 10 เท่า ภายในระยะเวลา 3 ปี


“ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2565 ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ออกรายงานข้อมูลผู้เจ็บป่วยที่มีประวัติสัมผัสกัญชา ได้ขอรับคำปรึกษาช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2565 หลังกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศปลดล็อคกัญชาพ้นบัญชียาเสพติดเมื่อ 9 มิถุนายน 2565 มีจำนวนผู้ป่วยจากการสัมผัสกัญชา 212 คน เป็นผู้ที่รับกัญชาอย่างเดียวไม่รับสารเสพติดอื่น 161 คน จงใจเสพเพื่อนันทนาการ 87 คน ส่วนใหญ่สูบเพราะความอยากลองว่า สูบแล้วจะมีผลอย่างไร”


“การจะปล่อยปละเลยเรื่องกัญชาเสรี ยินยอมให้เปิดร้านขายกัญชาคาเฟ่เกลื่อนและดูแลป้องกันเรื่องการเสพเพื่อสันทนาการในหมู่เด็กและเยาวชน เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ตัวเลขการสำรวจก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่า กัญชากำลังเป็นปัญหาสังคม

 
เรื่องนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะนำไปอภิปรายในช่วงปลายเดือนมกราคม เพื่อบอกว่าความย่อหย่อน ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหา แก้ปัญหายาบ้าล้มเหลว ราคาขายเหลือเม็ดละ 5 บาทถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งห่อ ยังปล่อยให้เกิดปัญหากัญชาตามมาอีก แก้ปัญหายาเสพติดล้มเหลว เพื่อไทยเห็นว่า การได้คะแนนมาจากการทำลายต้นทุนของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ไม่คุ้ม แล้วยังสร้างปัญหาให้เกิดในสังคมขึ้นอีก รัฐบาลแบบนี้ไม่ควรได้โอกาสกลับมาอีก”


นี่แค่ตัวอย่างบางตอน ที่ยังไม่เข้าสู่ “สนามเลือกตั้ง” ด้วยซ้ำ ถ้าเข้าสู่สนามเลือกตั้งเมื่อไหร่ คู่ชิง “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” อย่าง ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย จะสู้กันดุเดือดแค่ไหนลองคิดดู  

และต้องมาดูกันว่า หลังเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย จะยังคงยึดมั่น “ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร” อยู่ได้หรือไม่!?