การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับใหม่ ซึ่งมีการปรับขยายเพดานอายุขั้นสูงของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิม 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ส่วนหนึ่งเป็นการขยายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงาน และยังคงสภาพการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ช่วยเพิ่มโอกาสในการรับเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมจากกลุ่มแรงงานสูงอายุที่ยังมีรายได้ ที่สำคัญช่วยชะลอเงินออกจากรายจ่ายบำนาญชราภาพออกไปอีก 5 ปี ซึ่งในปี 2575 คาดว่าอาจจะมีมากถึง 2.3 ล้านคน ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับกองทุนประกันสังคมด้วยอีกทางหนึ่ง ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์รวมกว่า 2.85 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์กองทุนชราภาพอยู่ที่ประมาณ 2.12 ล้านล้านบาท
ทว่าสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)ประมาณการผ่านแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ Generational Accounting Model (GA) พบว่ารายจ่ายบำนาญกองทุนประกันสังคมจะเริ่มสูงกว่าเงินสมทบในปี 2580 สินทรัพย์รวมแตะระดับสูงสุดในปี 2585 ที่ราว 4.52 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์สะสมเสี่ยงที่จะหมดลงจนติดลบในช่วงปี 2593–2601 (ปีฐาน 2598) โดยการขยายอายุผู้ประกันตนเป็น 65 ปีจะช่วยเพิ่มระยะเวลาส่งเงินสมทบและชะลอการจ่ายบำนาญออกไปได้ระดับหนึ่ง
เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติกองทุนอย่างยั่งยืน ทีดีอาร์เสนอปฏิรูประบบบำนาญ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของธนาคารโลก ด้วยการทยอยเพิ่มอัตราเงินสมทบ ปรับสูตรคำนวณบำนาญให้สะท้อนระยะเวลาทำงานที่ยาวขึ้น และปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างสมทบเป็น 23,000 บาทภายในปี 2575 ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พัฒนาระบบบัญชีส่วนบุคคลเสมือนแบบ Notional Defined Contribution (NDC) เช่น การจัดสรรเงินสมทบส่วนหนึ่งเข้าสู่บัญชีส่วนบุคคลที่ให้ผลตอบแทนตามดัชนีการเติบโตของค่าจ้าง และเชื่อมโยงกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เข้ากับประกันสังคม และปฏิรูปธรรมาภิบาล จัดตั้งหน่วยบริหารการลงทุนอิสระแยกจากสำนักงานประกันสังคม คล้ายโมเดล CPPIB ของแคนาดา มีการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยทุก 3 ปี และสร้างกลไกปรับสมดุลทางการเงินให้อัตโนมัติ
ดังนั้นในช่วงเวลาจากนี้ไปเพื่อให้การขยายอายุผู้ประกันตนเป็น 65 ปีทำได้จริง ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนจะต้องร่วมกันผลักดันนโยบายการจ้างงานใหม่ Re-employment ซึ่งตามโมเดลของสิงคโปร์ที่เน้นการเจรจาต่อสัญญาและปรับตำแหน่งตามสภาพร่างกาย ที่ต้องการดำเนินการควบคู่ไปกับแนวคิด Second Job Concept ที่สนับสนุนให้แรงงานปรับเปลี่ยนทักษะกลางทาง (Reskill) และเปลี่ยนสายอาชีพใหม่ตามอายุขัยที่ยาวนานขึ้น ให้เกิดขึ้นได้จริง การสร้างระบบรองรับจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนก่อนที่รายจ่ายบำนาญจะเริ่มแซงหน้ารายรับเงินสมทบในปี 2580 กลายเป็นวิกฤติกองทุนประกันสังคมกระทบต่อสวัสดิภาพของแรงงานไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





