กูรูแนะกระจายลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง หุ้นพื้นฐานดี และทองคำ ควบคู่ถือเงินสดบางส่วน พร้อมระวัง REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย เน้นบริหารความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่องท่ามกลางตลาดผันผวน
KEY POINTS
- ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลางหรือกองทุนตลาดเงินเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และเลือกตราสารหนี้เอกชนที่มีคุณภาพเครดิตดีและงบดุลแข็งแกร่ง
- เลือกหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีอำนาจต่อรองด้านราคา กระแสเงินสดแข็งแรง หนี้ไม่สูง และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สาธารณูปโภค และการดูแลสุขภาพ
- ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือช่วยกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แทนที่จะคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้นในทุกสภาวะตลาด
- ระมัดระวังการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานเนื่องจากมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง แต่สินทรัพย์คุณภาพดีอาจน่าสนใจเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มมีเสถียรภาพ
- จัดพอร์ตโดยกระจายการลงทุนและกำหนดบทบาทของสินทรัพย์ให้ชัดเจน โดยอาจถือเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องไว้บางส่วนเพื่อรอโอกาสในการลงทุน
บรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้านที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นผลพวงจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบ จนทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูงมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางหลักทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหลายประเทศปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงในรอบหลายปี
ขณะที่นักลงทุนยังต้องจับตาทั้งทิศทางเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาลประเทศเศรษฐกิจหลัก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไม่ได้เคลื่อนไหวตามดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนความกังวลเรื่องปริมาณพันธบัตรที่จะออกสู่ตลาดและความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการหนี้ด้วย
เมื่อต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้สาธารณะสร้างแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้ และสภาพคล่องในระบบเริ่ม ตึงตัว ตลาดการเงินจึงต้องปรับราคาของสินทรัพย์ต่างๆ ใหม่ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงและค่าเสียโอกาสที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ การจัดพอร์ตลงทุนจึงต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยง โดยสินทรัพย์แต่ละประเภทมีบทบาทที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ตราสารหนี้ ช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง ตราสารหนี้กลับมาให้ผลตอบแทนจากกระแสเงินสดที่น่าสนใจมากขึ้น แต่ความเสี่ยงสำคัญคือราคาของพันธบัตรระยะยาวยังสามารถปรับตัวลงได้ หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาดหรืออัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับขึ้นอีก ดังนั้น ในระยะนี้การเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง (Short-to-Medium Duration) หรือกองทุนตลาดเงิน อาจช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพันธบัตร สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตและความแข็งแกร่งของงบดุล โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้สม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแรง และมีภาระหนี้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะหากเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่สูง ความเสี่ยงด้านเครดิตอาจเพิ่มขึ้นตามมา
2. ตราสารทุน นักลงทุนยังสามารถลงทุนในหุ้นได้ แต่ต้องเลือกบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี บริษัทที่มีอำนาจต่อรองด้านราคา กระแสเงินสดแข็งแรง หนี้ไม่สูง สามารถรักษากำไรได้แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สาธารณูปโภค และการดูแลสุขภาพ อาจช่วยลดความ ผันผวนของพอร์ต
ขณะที่ หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน อาจใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเก็งกำไรระยะสั้นตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจในบางบริษัท เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่มีข้อควรระวังเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับระดับ Valuation และความสามารถในการสร้างกำไรจริงมากขึ้น เพราะหุ้นที่มีราคาสูงอาจมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
3. ทองคำ ในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นและตลาดกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทองคำช่วยในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทองคำไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง เพราะเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การมีทองคำในพอร์ตจึงควรมองในฐานะเครื่องมือช่วยกระจายความเสี่ยง มากกว่าการคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะตลาด
4. กองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง จึงควรต้องระมัดระวังในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีความผันผวนในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าใกล้จุดสูงสุดและมีเสถียรภาพมากขึ้น กองทุนอสังหาฯ ที่มีสินทรัพย์คุณภาพดีอัตราการเช่าสูง มีสัญญาเช่าระยะยาว และโครงสร้างหนี้ที่แข็งแรง การปรับตัวของราคาลงมาในช่วงที่ผ่านมาสามารถทำให้ระดับผลตอบแทนจากเงินปันผลมีความน่าสนใจมากขึ้น
ในช่วงเวลาที่ตลาดต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น การลงทุนจึงมีแนวโน้มเผชิญกับความผันผวนมากกว่าปกติ
สำหรับการจัดพอร์ตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การกระจายการลงทุนและควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้จึงมีความสำคัญ โดยอาจแบ่งบทบาทของสินทรัพย์ให้ชัดเจนขึ้น ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลางเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวน หุ้นคุณภาพที่มีงบดุลแข็งแรงเพื่อสร้างการเติบโต ทองคำเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และถือเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องไว้บางส่วนเพื่อรอโอกาสเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวลง





