วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเจริญพันธุ์กับการพัฒนาประเทศ

ประชากรวัยหนุ่มสาวคือพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ ขณะที่วิกฤติเด็กเกิดน้อยกำลังบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของไทย เสนอเร่งดึงคนเก่งกลับประเทศ เติมกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น

KEY POINTS

  • โครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยุคทองของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งประชากรหนุ่มสาวจำนวนมากได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของ GDP อย่างก้าวกระโดด
  • งานวิจัยชี้ว่านวัตกรรมเปลี่ยนโลก (disruptive innovation) และการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) มักเกิดจากคนอายุน้อยที่มีความคิดสร้างสรรค์ไร้กรอบ (fluid intelligence) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • อัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำกว่าระดับทดแทน (2.1 คน) นำไปสู่สังคมสูงวัย ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระทางการคลัง แต่ยังส่งผลให้การสร้างนวัตกรรม การก่อตั้งกิจการใหม่ และการเติบโตของ GDP ลดลง
  • แม้รัฐบาลหลายประเทศจะใช้นโยบายจูงใจทางการเงินเพื่อเพิ่มการมีบุตร แต่ก็มักไม่ได้ผลตามคาด เนื่องจากปัจจัยทางสังคมและอิทธิพลของสื่อสมัยใหม่ก็มีส่วนทำให้คนรุ่นใหม่มีบุตรน้อยลง
  • สำหรับประเทศไทยที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำมาก (1.0 คน) การแก้ปัญหาระยะสั้นที่เสนอคือการดึงดูดคนไทยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถกลับประเทศ (reverse brain drain) เพื่อนำศักยภาพมาช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

คนรุ่น Gen X อย่างผมเติบโตมากับความล้ำของเทคโนโลยีญี่ปุ่น ตั้งแต่ทีวีสี Trinitron และวิทยุพกพา หรือ Walkman ของโซนี่ จนถึงนินเทนโด และรถยนต์เล็กซัสที่บอกว่าการขับรถของเขาคือประสบการณ์หรือ experience ไม่ใช่แค่การเดินทางจากจุด ก. ไปยังจุด ข. ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในช่วงปี 1980-1990 ที่เป็นยุคทองของญี่ปุ่น และก็เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นมีประชากรที่หนุ่มแน่น ที่มีจินตนาการอย่างไร้ขอบเขต และกล้าคิด กล้าทำ แล้วสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์มากมายในตลาดโลก และก็เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP ประเทศที่โดดเด่น จนเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในเวลานั้น จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ aging society เราก็จะเห็นนวัตกรรมใหม่จากญี่ปุ่นลดลงตามลำดับ และ GDP ประเทศก็แทบจะไม่เติบโตเลย

มีงานวิจัยที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างประชากรตามอายุ (demography) นวัตกรรม (innovation) ความเป็นเถ้าแก่ (entrepreneurship) และการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ (GDP growth) ค่อนข้างมาก โดยงานหนึ่งของ Mary Kaltenberg, Adam B. Jaffe และ Margie E. Lachman ซึ่งเผยแพร่เป็น working paper เมื่อปี 2021 ก่อนตีพิมพ์ในวารสารปี 2023 ศึกษาสิทธิบัตรสหรัฐกว่า 3 ล้านชิ้นในช่วงปี 1976-2017 พบว่า การจดสิทธิบัตรสูงสุดอยู่ราวอายุ 30 ปลาย ๆ 40 ต้น ๆ แล้วค่อย ๆ ลดลง เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก (disruptive innovation) ของสิทธิบัตรนั้น เกิดจากนักวิจัยอายุน้อย และมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุของผู้ประดิษฐ์มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นักวิจัยอาวุโสส่วนใหญ่จะเป็นงานต่อยอดหรือ incremental innovation มีการศึกษาด้วยว่านวัตกรรมสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเพิ่มผลิตภาพ หรือ productivity ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศแข่งขันได้ในตลาดโลก หรือก็คือเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อีกงานวิจัยของ James Liang และคณะบอกว่า เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยบางอย่างที่เอื้อต่อความเป็นเถ้าแก่ก็น้อยลง เช่น ประเทศที่มีค่าเฉลี่ยอายุของประชากรสูงขึ้นประมาณ 3.5 ปี มีอัตราการเปิดกิจการใหม่ลดลงมาก เทียบจากค่าเฉลี่ย 6% เหลือ 3.5% อาจเป็นว่าเวลาเราหนุ่มเราสาว จะมีความคิดที่ไม่ถูกตีกรอบ หรือฝรั่งเรียกว่า fluid intelligence คือคิดฝันไปเรื่อยๆ และกล้าลองผิดลองถูก แต่เมื่ออายุมากขึ้น ประสบการณ์ที่หล่อหลอมมาทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า crystallized intelligence คือใช้ความรู้และประสบการณ์สะสม ทำให้รอบคอบมากขึ้น ผจญภัยน้อยลง การพัฒนาก็จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเหมือนกับสตาร์ตอัปหรือ SME ที่รับความเสี่ยงได้มากและโตได้เร็ว ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่มีการบริหารความเสี่ยงและกำกับดูแลด้านกฎระเบียบต่าง ๆ จึงมีข้อจำกัดมากกว่า

หลายประเทศมีปัญหาประชากรสูงวัยและมีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน (replacement level) โดยทางสถิติแล้ว ถ้าผู้หญิง 1 คน จะต้องมีลูกประมาณ 2.1 คน เพื่อทดแทนการแก่ตัวและจากไปของประชากร และเพื่อไม่ให้ประเทศเข้าสู่ aging society ประเทศไทยเรามีอัตราเจริญพันธุ์รวมประมาณ 1.0 คนในปี 2024 ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงน่าเป็นห่วง เช่นเดียวกับญี่ปุ่น อิตาลี หรือบราซิล ถ้าโครงสร้างประชากรเป็นพีระมิดกลับหัว คือคนอายุมากมีสัดส่วนสูงขึ้น ขณะที่คนอายุน้อยลดลง ปัญหาไม่ได้มีแค่การเงินการคลัง ลองนึกถึงครอบครัวแบบ 1:2:4 คือคนทำงาน 1 คนต้องดูแลพ่อแม่และปู่ย่าตายาย ก็เป็นภาระที่หนักอึ้ง แต่พอประชากรวัยหนุ่มสาวน้อยลง จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนวัตกรรม ผลิตภาพ และการก่อตั้งกิจการใหม่ ๆ ลดลง จน GDP โตได้ยากขึ้น

รัฐบาลหลายประเทศจึงอุดหนุนให้มีบุตร ตั้งแต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีในสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับบุตรคนที่ 3และคนถัดไป หรือเพิ่มวันลาให้ทั้งคุณแม่และคุณพ่อในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ไปจนถึงให้เงินอุดหนุน ส่วนรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์มีโครงการ Trump Accounts จะให้หุ้น มูลค่า 1,000 ดอลลาร์ กับเด็กทุกคนที่คลอดในรัฐบาลเขา ซึ่งถ้าสมมติเราลงทุน 1,000 ดอลลาร์ บน S&P 500 เมื่อ 60 ปี ที่แล้ว วันนี้จะมีมูลค่าถึง 430,000 ดอลลาร์ทีเดียว ก็เป็นแรงจูงใจอย่างดีที่จะให้คนมีลูกกัน

แต่อัตราเจริญพันธุ์ในหลายประเทศก็ยังต่ำ แม้ใช้แผนจูงใจแล้วก็ไม่ได้ผลตามที่หวัง จึงมีการวิจัยว่าทำไมอัตราเจริญพันธุ์ (fertility rate) ของประเทศพัฒนาแล้วจึงปลุกไม่ขึ้น ปัจจัยมีหลายอย่าง ทั้งสังคมสมัยใหม่ที่ดูจะอดทนกับเด็กเล็กน้อยลง บนเครื่องบินหรือในร้านอาหาร ถ้าเด็กร้องเสียงดัง ก็อาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ หรือเทคโนโลยีตั้งแต่ยุคโทรทัศน์ เช่น งานวิจัยในบราซิลช่วงปี 1970-1991 พบว่าผู้หญิงในพื้นที่ที่รับสัญญาณสถานี Globo ซึ่งละครมักแสดงภาพครอบครัวเล็ก มีแนวโน้มมีบุตรน้อยกว่าพื้นที่ที่รับสัญญาณไม่ได้ โดยโทรทัศน์เป็นหนึ่งในหลายปัจจัย วันนี้แพลตฟอร์มบนมือถือก็อาจมีผลเหมือนกัน เพราะคนเราเป็นสัตว์สังคม เพื่อนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมีลูก ถ้าเพื่อนใน IG หรือ X ไม่มีลูก ไม่นิยมอวดความเป็นพ่อแม่ เราก็อาจไม่อยากมีลูกตามไปด้วย ซึ่งอาจอธิบายผ่าน network effect ได้

แต่ก็ยังมีบางที่ที่น่าสนใจ เช่น TSMC บริษัทผลิตชิปชั้นนำของโลกในไต้หวัน ซึ่งพนักงานมีลูกแรกเกิดรวม 2,463 คนในปี 2023 คิดเป็น 1.8% ของเด็กเกิดใหม่ทั้งไต้หวัน บริษัทมีโครงการสนับสนุนการดูแลลูก และโรงเรียนอนุบาลในพื้นที่บริษัทสี่แห่งที่ซินจู๋ ไถจง และไถหนาน พร้อมเวลาให้บริการที่รองรับการทำงานของพ่อแม่ หรือบริษัท Lotte ของเกาหลี ที่รายงานอัตราการเกิด 2.05 ต่อพนักงาน 100 คน และมีนโยบายให้คุณพ่อลาดูแลลูกอย่างน้อยหนึ่งเดือนโดยได้รับเงินเดือน เป็นต้น 

ประเทศไทยเรามีอัตราเจริญพันธุ์รวมประมาณ 1.0 คนในปี 2024 ซึ่งต่ำอย่างน่ากลัว และเป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ที่น่าจะช่วยได้ในระยะสั้นคือ reverse brain drain คือนำลูกหลาน Gen Y, Gen Z ของเราที่เก่งๆ กลับมาในประเทศโดยเร็ว คงพอจำกันได้นะครับว่า สมัยท่านนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน มีการเปิดกว้างเรื่องโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น ลูกๆ ของพวกเราหลายคนเรียนโรงเรียนนานาชาติ แล้วไปต่อมัธยมหรือมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา ตอนนี้เด็กๆ กลุ่มนี้สำเร็จการศึกษาแล้ว และใช้เวลาช่วงดีที่สุดของเขากับ fluid intelligence สร้างความเจริญให้ประเทศ host country ที่เขาทำงานอยู่ ถ้าเราสามารถชวนเขากลับมา ก็จะช่วยให้ home country หรือประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา มี GDP โตเทียบเคียงเพื่อนบ้านอาเซียนได้บ้างนะครับ