ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ตั้งแต่ปี 2023 และกำลังมุ่งหน้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในปี 2033 เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทย “แก่ก่อนรวย” ด้วยระดับรายได้ต่อหัวที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก
อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ที่ลดลงมาอยู่ที่ราว 1.0 พร้อมกับอัตราส่วนค้ำจุนแรงงานต่อผู้สูงอายุเหลือเพียงประมาณ 3.1 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาค จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์“ทำอย่างไรให้แรงงานไทยแก่อย่างมีคุณภาพ” เพิื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
มิติแรกของความสุขและความมั่นคงในวัยเกษียณคือการ “มีเงินใช้” ข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าผู้สูงอายุไทยร้อยละ 41.4 มีเงินออมตลอดชีวิตไม่ถึง 50,000 บาท และประมาณหนึ่งในสามมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานกว่าร้อยละ 86.8 อยู่ในภาคนอกระบบ ในภาคเกษตรกรรมได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 5,796 บาทต่อเดือน จำเป็นต้องมีการจัดทำกรอบการจ้างงานใหม่ และรูปแบบงานที่ยืดหยุ่น ขยายโอกาสการทำงานของแรงงานวัย 50–65 ปี ให้สามารถสร้างรายได้ตามศักยภาพ
มิติที่สองคือการมี “สุขภาพดี” แม้ประเทศไทยจะมีอายุคาดเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 76.56 ปี แต่อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี อยู่ที่ 68.7 ปี สะท้อนว่าช่วงชีวิตสุดท้ายของคนไทยต้องเผชิญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ซึ่งสร้างภาระทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบร้อยละ 10 ของ GDP จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพเชิงป้องกันในระดับปฐมภูมิและชุมชน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “การอยู่อาศัยในถิ่นฐานเดิม” (Ageing in Place) นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมดิจิทัลเฮลท์มาใช้ในการประเมินและคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า ขยายระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care: LTC)ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองและชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้อย่างยั่งยืน
มิติที่สามและสี่คือการสร้าง “ความสุขและคุณภาพชีวิต” ผ่านการเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจาก “ภาระ” ให้กลายเป็น “พลังทางเศรษฐกิจและสังคม” (Productive Aging) ยกระดับทักษะดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้และจับคู่การทำงาน เช่น โครงการ “Ready Senior” และ “เกษียณมีดี” เปิดโอกาสให้แรงงานวัยก่อนเกษียณและผู้สูงอายุสามารถปรับตัวและร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของ “เศรษฐกิจผู้สูงวัย” เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ของประเทศ ทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการดูแล (CareTech) อาหารเพื่อสุขภาพ ที่อยู่อาศัยเป็นมิตรกับผู้สูงวัย และผลิตภัณฑ์ทางการเงินเฉพาะ เช่น พันธบัตรผู้สูงอายุ และสินเชื่อเพื่อการปรับปรุงบ้าน ช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานใหม่ในระบบเศรษฐกิจไทยอีกด้วย
การนำพาแรงงานไทยไปสู่เป้าหมาย “แก่อย่างมีคุณภาพ มีความสุข สุขภาพดี และมีเงินใช้” จำเป็นต้องอาศัย “สัญญาประชาคมข้ามรุ่น” และการบูรณาการนโยบายระดับชาติ สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วม ผ่านการปฏิรูประบบภาษีเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การจ้างงาน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับทุกวัย การเปลี่ยนผ่านวิกฤติประชากรให้กลายเป็น “ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการมีอายุยืน” (Longevity Dividend) จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้คนไทยทุกคนในวันนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด สามารถมองเห็นอนาคตของตนเองที่จะเติบโตและแก่อย่างมีความหมายและมีศักดิ์ศรีในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน





