ส่งต่อ “มรดกข้ามประเทศ” ไม่ง่าย ทายาทต้องรับมือทั้งกฎหมาย เอกสาร และภาษีของแต่ละประเทศ พร้อมความเสี่ยงจากข้อมูลทรัพย์สินไม่ครบ แนะวางแผนล่วงหน้า จัดทำบัญชีทรัพย์สินและสื่อสารกับครอบครัวให้ชัดเจน
KEY POINTS
- ความซับซ้อนด้านกฎหมายและเอกสารที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ ซึ่งทายาทต้องดำเนินการตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ
- ความเสี่ยงที่ทายาทจะไม่ทราบข้อมูลทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งประเภท มูลค่า และที่ตั้ง หากเจ้าของมรดกไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์สิน (List of Assets) ไว้อย่างเป็นระบบ
- ภาระภาษีการรับมรดกของไทย ซึ่งคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้รับทั้งในและต่างประเทศส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
- ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์และภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมในประเทศที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ นอกเหนือจากกฎหมายและพินัยกรรมที่ทำไว้ในประเทศไทย
- ความจำเป็นในการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละประเทศ และความสำคัญของการสื่อสารแผนการส่งต่อมรดกให้คนในครอบครัวเข้าใจเพื่อลดข้อพิพาท
ในอดีตการวางแผนมรดกอาจเป็นเรื่องไม่ซับซ้อนนัก เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย แต่ปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคที่ทรัพย์สินและความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงเพิ่มโอกาสในการที่ครอบครัวหนึ่งๆ จะมีทรัพย์สินกระจายอยู่ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเงินฝากในสถาบันการเงินต่างชาติ
แม้การกระจายการลงทุนในต่างประเทศจะช่วยสร้างโอกาสและผลตอบแทน แต่ก็อาจเพิ่มความซับซ้อนขึ้นตามมาเมื่อต้องส่งต่อทรัพย์สินสู่ทายาท ในกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ทายาทอาจต้องดำเนินการทางกฎหมายของประเทศที่มีทรัพย์สินอยู่ ซึ่งก็จะมีความแตกต่างในเรื่องของเอกสารและกฎหมายที่บังคับใช้ ความซับซ้อนก็จะยิ่งมากขึ้นหากเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินที่เสียชีวิตไปแล้วไม่ได้รวบรวมข้อมูลหรือจัดทำแผนการส่งต่อไว้อย่างเป็นระบบ
ประเด็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นจากการไม่ได้รวบรวมข้อมูลหรือขาดการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการจัดทำแผนการส่งต่อ เช่น
· ทายาทไม่ทราบว่ามีทรัพย์สินใดอยู่บ้าง มูลค่าเท่าใด และอยู่ที่ประเทศใดบ้าง
· เอกสารแสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ถูกจัดเก็บไว้ที่ไหน
· การโอนย้ายทรัพย์สินจะต้องดำเนินการอย่างไร
การจัดทำบัญชีทรัพย์สิน (List of Assets) ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นหนึ่งในแนวทางที่ผู้มีทรัพย์สินกระจายหลายประเทศควรพิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะการจัดทำและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ทายาทสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงที่ทรัพย์สินบางส่วนอาจถูกหลงลืม
โดยประเภททรัพย์สินที่ควรรวบรวมข้อมูลไว้ในบัญชีทรัพย์สิน เช่น
· เงินฝากธนาคาร
· พอร์ตการลงทุน
· อสังหาริมทรัพย์
· ประกันชีวิต
นอกจากการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน การจัดทำพินัยกรรมยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ควรพิจารณาทำควบคู่กัน เนื่องจากเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์สินให้มีความชัดเจน การจัดทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายกำหนดสามารถช่วยลดโอกาสเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาท ทำให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์และควรมีการทบทวนพินัยกรรมเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินหรือสถานะของสมาชิกในครอบครัว
อีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าของทรัพย์สินมักมองข้าม นั่นคือ หากมีทรัพย์สินกระจายอยู่ในหลายประเทศ แต่สำหรับผู้รับมรดกที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทยก็จะมีภาระภาษีการรับมรดกของไทยที่ต้องพิจารณาด้วย
เนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีการรับมรดกของไทยในปัจจุบัน จะคำนวณจากมูลค่ามรดกสุทธิส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (เฉพาะทรัพย์สินประเภทที่กฎหมายกำหนดในปัจจุบัน ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์, เงินฝาก, หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้น/หลักทรัพย์, ยานพาหนะ ซึ่งคำนวณจากทรัพย์สินที่ได้รับทั้งในไทยและต่างประเทศด้วย) โดยทายาทแต่ละรายที่ได้รับจากเจ้ามรดก
ซึ่งแบ่งอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ ดังนี้
· คู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายจะได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก
· เสียภาษีอัตรา 5% (เฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์): สำหรับทายาทสายตรง ได้แก่ ผู้สืบสันดาน และบุพการี
· เสียภาษีอัตรา 10% (เฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์): สำหรับบุคคลอื่น ๆ
การจัดทำบัญชีทรัพย์สิน (List of Assets) จึงไม่เพียงแค่ช่วยให้ทายาททราบว่ามีทรัพย์สินใดอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้ครอบครัวสามารถประเมินมูลค่าทรัพย์สินจนทราบถึงภาระภาษีและเตรียมความพร้อมในการบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้เจ้าของทรัพย์สินจะมีการจัดทำพินัยกรรมและวางแผนภาษีการรับมรดกในประเทศไทยไว้อย่างครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อมีทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศก็อาจมีประเด็นในเรื่องขั้นตอนการโอนทรัพย์สิน เอกสาร และภาระภาษีของประเทศนั้น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การวางแผนมรดกสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินหลายประเทศจึงควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทนายความหรือที่ปรึกษาด้านภาษีในประเทศที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทรัพย์สินจะตั้งอยู่ที่ใด การวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินจำนวนมากจึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางกฎหมายหรือภาษีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสื่อสารและความเข้าใจของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารแผนการส่งต่อทรัพย์สิน การกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงการเตรียมความพร้อมของทายาทรุ่นถัดไปเพื่อให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปตามเจตนารมณ์





