สวิตเซอร์แลนด์ใช้กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยการเน้นผลิตสินค้ามูลค่าสูงสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม ควบคู่กับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาและแรงงานฝีมือ ขณะที่ภาคธุรกิจรับมือภาษีและต้นทุนสูงด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้าแทนการแข่งขันด้านราคา พร้อมใช้แบรนด์ “Swiss Made” สะท้อนคุณภาพ แนวทางดังกล่าวเป็นบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและฐานการผลิตสู่สินค้าเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง
KEY POINTS
- สวิตเซอร์แลนด์สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้ามูลค่าสูง มีความซับซ้อนและลอกเลียนแบบได้ยากสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แทนการแข่งขันในตลาดมวลชน (Mass Market)
- ระบบการศึกษาที่ส่งเสริมสายอาชีวะ โดยเยาวชนส่วนใหญ่เรียนรู้ผ่านการฝึกงานจริงกับบริษัท ทำให้เกิดแรงงานฝีมือและช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของภาคการผลิต
- เมื่อเผชิญกับแรงกดดันด้านภาษีและต้นทุนที่สูง ผู้ผลิตเลือกที่จะเพิ่มมูลค่าและราคาของสินค้า เช่น การใช้วัสดุพรีเมียมหรือออกแบบใหม่ เพื่อสร้างความต้องการแทนการลดราคาเพื่อแข่งขัน
- ใช้แบรนด์ "Swiss Made" เป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพสูง แต่ก็ปรับตัวโดยย้ายฐานการผลิตสำหรับบางอุตสาหกรรมไปยังประเทศอื่น โดยยังคงรักษางานออกแบบและวิศวกรรมไว้ในประเทศภายใต้กรอบ "Swissness"
- ประเทศไทยสามารถนำกลยุทธ์ของสวิสมาปรับใช้ โดยการยกระดับทักษะช่างฝีมือและฐานการผลิตเพื่อสร้างสินค้ามูลค่าสูงที่ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูงสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม
สงครามการค้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ Liberation Day ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนเม.ย. 2568 จนถึงวันนี้ ยังคงสร้างความสับสนให้กับโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ศาลสูงสุดสหรัฐจะตัดสินว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีศุลกากรดังกล่าว แต่ก็มีกฎหมายข้ออื่น ๆ ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีปรับขึ้นภาษีศุลกากรได้ ประเทศไทยเองวันนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในอัตราภาษีที่แข่งขันได้ พอดีผมไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับวิธีที่สวิตเซอร์แลนด์ใช้แก้ปัญหานี้ จึงนำมาแชร์ให้ท่านผู้อ่าน
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางออกทะเล มีประชากรประมาณ 9 ล้านคน ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมันหรือแร่ธาตุหายากมูลค่าสูง แถมยังเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะเดียวกันเงินสกุล Swiss franc ก็เป็นเงินที่มีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ต้องการของผู้มีอันจะกินหรือกองทุนทางการเงินต่าง ๆ จึงแข็งค่าตลอด ฉะนั้นจะเห็นว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เล็ก ๆ นี้มีข้อเสียเปรียบมากมายในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่สวิตเซอร์แลนด์ก็ยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงและสามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ แล้วเขาทำอย่างไร
นอกจากการท่องเที่ยวและธุรกิจการเงินที่เรารู้จักกันดี โดยจะเห็นว่าคนมีเงินจำนวนมากฝากเงินไว้ที่สวิส ผ่านบริการด้าน private banking หรือ wealth management อันโด่งดังแล้ว จริง ๆ สวิตเซอร์แลนด์มีรายได้หลักจากการส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงต่างๆ กล่าวคือ เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีสัดส่วนถึงร้อยละ 19 ของ GDP ของประเทศ ซึ่งสูงกว่ารายได้จากธุรกิจการเงินถึง 2 เท่า จากข้อจำกัดต่างๆ ที่อธิบายในเบื้องต้น ดูแล้วไม่น่าจะทำให้สวิตเซอร์แลนด์แข่งขันได้ ยิ่งเมื่อสหรัฐกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ไว้สูงถึง 39% เทียบกับประเทศใน EU ที่เสียภาษีเพียง 15% ในวัน Liberation Day สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐ ก็ยิ่งเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการแข่งขัน เรามาดูกันว่าทั้งภาครัฐและเอกชนของเขาทำอย่างไรบ้าง
ในสวิตเซอร์แลนด์ เยาวชนราว 2 ใน 3 เลือกเรียนสายอาชีวศึกษาหรือ vocational school ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับประเทศเยอรมนี ที่ให้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากเลือกเป็นช่างเทคนิค มากกว่าจะมุ่งเข้าสู่สายวิชาการ และเวลาเรียนก็เรียนรู้ผ่านการฝึกงานจริงกับบริษัท เพื่อสร้างและต่อยอดความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านช่างฝีมือให้กับบริษัทและประเทศ จึงทำให้สามารถต่อยอดเป็นฐานการผลิตที่ดีของโลก ช่างเหล่านี้จะฝังตัวอยู่ใน SME นับพันแห่งในประเทศ เพื่อผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนสูงและยากต่อการเลียนแบบ ที่สำคัญคือไม่ผลิตแบบ mass market
เรารู้จักประเทศสวิตเซอร์แลนด์จากนาฬิกาชื่อดัง เช่น Rolex และ Patek Philippe ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีราคาสูงมาก แต่ก็ยังเป็นที่ถวิลหาของผู้บริโภคทั่วโลก แม้ว่าจะต้องต่อคิวรอเป็นปี ๆ และจ่ายเงินหลายล้านบาท ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ภาคการผลิตของสวิตเซอร์แลนด์นั้น จริง ๆ แล้วมีการวางยุทธศาสตร์คล้ายกับอุตสาหกรรมนาฬิกา กล่าวคือ มีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีความละเอียดอ่อนและเลียนแบบได้ยาก ใช้ช่างฝีมือชั้นสูง มีทักษะเฉพาะ และขายในตลาดที่เรียกว่า Niche market
สัญลักษณ์ที่สำคัญคือกากบาทสีขาวบนพื้นสีแดงและคำว่า Swiss Made อันสะท้อนถึงมาตรฐานระดับสูงของผลิตภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์ โดยจะต้องมีต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เกิดขึ้นในประเทศ และขั้นตอนสำคัญของการผลิตต้องเกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ ที่เราเห็นบ่อยๆ ก็คงเป็นมีดพับเล็กๆ ที่เรียกว่ามีดสารพัดประโยชน์ ดูเรียบง่าย แต่หลายประเทศเลียนแบบแล้วก็ยังไม่เหมือนของ Swiss Made
เมื่ออัตราภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้ผลิตต่างๆ แทนที่จะลดราคา กลับทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณค่าสูงขึ้น เช่น Felco ผู้ผลิตกรรไกรตัดแต่งกิ่งระดับมืออาชีพ ไม่ได้ลดราคาลงมาเพื่อชดเชยภาษี หรือขอให้ประเทศทำให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อให้แข่งขันได้ แต่เพิ่มราคาขายโดยทำให้สินค้ามีคุณค่าสูงขึ้น เช่น เพิ่มด้ามจับหุ้มหนังแท้ ใบมีดเคลือบทอง เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าอยากครอบครองมากขึ้น แม้ราคาจะสูงขึ้นก็ตาม หรือเปลี่ยนเป็นสีสันสวยงาม เช่น Electric Blue, Power Green, Pink Passion และ Tangerine Blaze ก็เป็นการขยับหา segment ใหม่ และทำให้ดูไม่น่าเบื่อเหมือนด้ามจับสีแดงเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายอุตสาหกรรมที่อาจไม่สามารถผลิตในประเทศได้แล้วจากต้นทุนที่สูงขึ้น จึงเริ่มขยับขยายไปยังประเทศอื่น และมีการผลักดันการใช้คำอื่นภายใต้กรอบ Swissness แทน Swiss Made เช่น Design or Engineering in Switzerland สำหรับสินค้าที่ออกแบบหรือพัฒนาในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ผลิตในแหล่งอื่น
ตัวอย่างเช่น รองเท้า On ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลก รวมถึงในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย ได้ร่วมมือกับ Roger Federer ในการออกแบบและผลิตในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตอีกหลายรายที่ตามมา รวมถึง Bernina บริษัทผลิตจักรเย็บผ้าอายุ 133 ปี ซึ่งได้ย้ายการผลิตแบบต่อเนื่องมายังโรงงานเดิมในประเทศไทย
ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยเรามีทักษะ craftsmanship ในการผลิตสูง มีช่างฝีมือจำนวนมาก และเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ การที่ประเทศไทยจะหนีจากกับดักรายได้ปานกลางนั้น วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ใช้ความสามารถด้านวิศวกรรมสูง และไม่ได้ขายให้ตลาดหมู่มาก แบบเดียวกับสวิตเซอร์แลนด์ โดยอาจเป็นการทำพาร์ตเนอร์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ ให้มีการถ่ายทอดความรู้ด้านวิศวกรรมและกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เทคนิคชั้นสูง เพื่อเป็นแหล่งผลิตสินค้ามูลค่าสูงต่อไป





