วันพรุ่งนี้แล้ว(24ก.ย.) ที่ทั่วทั้งโลกเฝ้าจับตาดูการพบกันระหว่าง 2 มหาอำนาจโลก ซึ่งจะเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐพบปะหารือกับ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน
KEY POINTS
- การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำจีน "สี จิ้นผิง" และสหรัฐฯ "โดนัลด์ ทรัมป์" เป็นการหารือที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและจับตามอง
- วาระสำคัญในการเจรจาครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก คือ สงครามการค้า, สงครามเทคโนโลยี และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อ่อนไหว เช่น กรณีไต้หวันและวิกฤตอิหร่าน
- ผลการประชุมคาดว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการค้า มาตรการภาษี ราคาพลังงาน และความมั่นคงระหว่างประเทศ
โดยครั้งนี้ สี จิ้นผิง จากจีนเป็นฝ่ายไปเยือนสหรัฐ ...สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการพบปะ โดนัลด์ ทรัมป์ แค่ไหน ดูได้จากการที่เขาตัดสินใจเลือกไม่ไปขึ้นเวทีประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 22-29 ก.ย. ณ นครนิวยอร์ก แม้ว่างานนี้จะมีผู้นำโลกเกือบ 130 ประเทศเข้าร่วมก็ตาม แต่ “สี” เลือกเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อหารือกับ “ทรัมป์” แทน โดยการไปเยือนสหรัฐของ “สี” เพื่อพบปะกับ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนการเดินทางไปเยือนระหว่างกันภายในเวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งปักกิ่งยกให้เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
ประเด็นที่เราควรจับตาดูการหารือในครั้งนี้ อย่างแรกคงหนีไม่พ้น “สงครามการค้า” เพราะข้อตกลงพักรบทางภาษีระหว่าง 2 ประเทศจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ซึ่งก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศจะตัดสินใจสงบศึกทางภาษี ตัวเลขอัตราที่คิดระหว่างกันเคยพุ่งขึ้นไปถึง 100% ...โจทย์บนโต๊ะเจรจาครั้งนี้จึงน่าจะเป็นการแลกหมัดกันตรงๆ โดยสหรัฐต้องการให้จีนซื้อเครื่องบินโบอิงและสินค้าเกษตรเพิ่ม รวมทั้งยังต้องการให้ผ่อนคลายการคุมส่งออกแร่หายาก ขณะที่จีนเองก็ต้องการให้สหรัฐคลายข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง
ดังนั้นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ “สงครามเทคโนโลยี” ซึ่งการพบกันของ 2 ผู้นำมหาอำนาจโลกในรอบนี้ อาจหารือถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการแข่งขันในด้านเทคโนโลยี รวมไปถึงเรื่อง AI เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาทางไซเบอร์ที่อาจกลายเป็นวิกฤติความมั่นคง ซึ่งงานเลี้ยงรอบนี้มีซีอีโอ “บิ๊กเทค” ระดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนว่า AI ได้กลายเป็นทั้งโอกาสทางการค้าและภัยความมั่นคงที่มหาอำนาจต้องเจรจาขอบเขตความปลอดภัย
ส่วนประเด็นที่อ่อนไหวสุด หนีไม่พ้นเรื่อง “ภูมิรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะเรื่อง “ไต้หวัน” ซึ่งจีนเคยขู่จะถอนตัวไม่ร่วมประชุมซัมมิตรอบนี้หากสหรัฐอนุมัติขายอาวุธระลอกใหม่ให้ไต้หวัน อีกทั้งวิกฤตสงครามอิหร่านและความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศหยิบขึ้นมาหารือกัน
การพบกันของ 2 มหาอำนาจโลกในรอบนี้ ไม่ว่าจะออกมามุมไหน ย่อมสร้างแรงเหวี่ยงต่อโลกอย่างแน่นอน ไทยเราเองก็ควรต้องติดตามผลหารือครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการห้ำหั่นกันในมิติต่างๆ ของทั้ง สหรัฐ และ จีน กำลังกลายเป็นแรงกดดันให้ไทยต้องวางตัวอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ถูกบีบต้องเลือกข้าง ที่สำคัญผลการหารือครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนต่อภาคการค้า มาตรการภาษี หรือแม้แต่วิกฤติพลังงานโลกซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดเงิน รวมไปถึงห่วงโซ่อุปทานการผลิตของไทยด้วย เราหวังว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดีในทุกมิติ!





