หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปรับตัวลดลงมาตอบสนองข่าวดีจากการที่กระทรวงการคลังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวที่จะเริ่ม 9 กันยายนนี้ โดยเพิ่มเป็น 2 เท่า จาก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับตลาด แต่ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมหลังผ่านมาได้ไม่กี่วัน อัตราผลตอบแทนกลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง
โดยพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบหลายปี เป็นสัญญาณให้เห็นถึงมุมมองมาตรการของกระทรวงการคลังที่อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ไม่สามารถลดแรงกดดันเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อที่ยังไม่ถึงระดับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตั้งเป้าหมายไว้ ประกอบกับการกู้ยืมที่สูงขึ้นของบริษัท Big Tech ในการขยาย Data Center เพื่อรองรับการใช้งานของ AI ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้มีแรงขายพันธบัตรออกมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ จึงปรับตัวขึ้น
จุดสำคัญของตลาดพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ คือ การขาดดุลของบัญชีการคลังที่ในปีนี้อยู่ในระดับที่สูง ส่วนนึงเกิดจากการยื่นขอคืนภาษีศุลกากรของภาคเอกชน หลังศาลฏีกาฯ ตัดสินให้การเรียกเก็บภาษีภายใต้กฏหมาย IEEPA ในปีที่ผ่านมาผิดกฏหมาย และรายได้จากภาษีนิติบุคลที่ลดลงจากกฏหมายลดภาษีฉบับใหม่ ทำให้กระทรวงการคลังต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ซึ่งอัตราการกู้ยืมมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวม ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากการยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน ส่งผลให้นักลงทุนยังคงถือสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนชดเชยเงินเฟ้อได้ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล ทำให้โอกาสที่เงินจะไหลเข้าตลาดพันธบัตรน้อยลง
อีกนึงปัจจัยที่มีผลต่อตลาดพันธบัตรคือการออกหุ้นกู้ของบริษัท Big Tech จากความต้องการระดมทุนมหาศาลในการขยาย Data Center ทั่วโลกเพื่อรองรับการใช้งานของ AI ที่มีเพิ่มอย่างต่อเนื่องและมีอัตราผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มการแข่งขันในตลาดตราสารหนี้ ส่งผลทำให้สภาพคล่องของพันธบัตรรัฐบาลหายไป
นอกเหนือจากปัจจัยภายในประเทศ ญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งในฟันเฟืองที่ส่งผลกระทบ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุด แต่ในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวของญี่ปุ่นก็มีการปรับตัวสูงขึ้นในรอบหลายสิบปีเช่นกันจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งภายในปีนี้ เป็นสิ่งสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนชาวญี่ปุ่นหันกลับมาสนใจพันธบัตรรัฐบาลตัวเองมากขึ้นและยังสามารถลดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องได้อีกด้วย
การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงนี้จึงแนะนำเป็นพันธบัตรระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีมากกว่าระยะยาว เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยและปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ



