ภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 และช่วงครึ่งแรกของปีที่ประกาศออกมาสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกและไทยมีความแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้แม้จะเริ่มชะลอลง จากการเติบโตของกระแสการลงทุน AI และการที่เศรษฐกิจโลกบริหารจัดการวิกฤติพลังงานได้ดีกว่าที่เคยคาด อย่างไรก็ดี เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในรายละเอียด เรากลับพบความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งจากพลวัตในตลาดการเงินโลกและโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในภาพใหญ่ เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวในระดับที่ควบคุมได้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ เช่น การจ้างงาน ยอดค้าปลีก ชะลอแรงขึ้น ในจีน ตัวเลขโดยภาพรวมเริ่มชะลอลงหรือหดตัวแรงขึ้น แต่ภาคการผลิตและส่งออกยังขยายตัวได้ โดยได้แรงขับเคลื่อนสำคัญจากกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ (Semiconductors) ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง
ปัจจัยความเสี่ยงเชิงโครงสร้างหลักในครึ่งปีหลัง คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก สวนทางกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางภาคส่วนที่ชะลอตัว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นกว่า 50 basis points หรือ 0.5% นับจากต้นปี จากความกังวลด้านวินัยทางการคลัง (Fiscal Risk) ปริมาณหนี้สาธารณะที่สูง และการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ลดทอนการส่งสัญญาณล่วงหน้า (Forward Guidance) ลง ทำให้ความเสี่ยงมีมากขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น กระทรวงการคลังสหรัฐจึงพยายามออกมาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการที่ดอกเบี้ยพันธบัตรสูงเกินไป และกระทบต้นทุนทางการเงินและเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง โดยเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปี (Buyback Program) ขึ้น 2 เท่า แต่มาตรการดังกล่าวกลับมีประสิทธิภาพอย่างจำกัด เนื่องจากเป็นการออกตั๋วเงินคลังระยะสั้นมาเพื่อซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ทำให้ปริมาณหนี้สุทธิในระบบไม่ได้ลดลง ตลาดจึงไม่เชื่อในประสิทธิภาพของมาตรการ ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลงเพียงวันเดียวก่อนปรับขึ้นอีกครั้ง
InnovestX มองว่าระดับผลตอบแทนพันธบัตรที่นักลงทุนต้องจับตาได้แก่ 5.0% ในกรณีของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และ 5.5% ในกรณีของพันธบัตรสหรัฐอายุ 30 ปี (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4.7% และ 5.2% ตามลำดับ) หากไม่ยืนเหนือ 5% ยาวนานสถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่หากเกิน 5% ต่อเนื่องอาจทำให้ตลาดตกต่ำลงคล้ายปี 2023 ได้
สำหรับเศรษฐกิจไทย ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ต่ำกว่าที่ทาง InnovestX ประเมินไว้ที่ 2.3% และเมื่อพิจารณาไส้ใน เราพบว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เติบโตได้แก่การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แต่การนำเข้าที่สูง การลงทุนภาครัฐที่หดตัว และการอุปโภคบริโภคเอกชนที่ชะลอจากวิกฤตพลังงานทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ
ด้วยโครงสร้างภายในสะท้อนความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เราปรับปรุงองค์ประกอบภายใน (ไส้ใน) ของประมาณการใหม่ โดยปรับคาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเป็น 11.0% จากแรงหนุนของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สอดคล้องกับการปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกเป็น 12.5% ในขณะเดียวกัน การเร่งนำเข้าสินค้าทุน ชิ้นส่วนศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการสำรองพลังงาน ส่งผลให้ต้องปรับคาดการณ์การนำเข้าพุ่งสูงขึ้นเป็น 24.2% ซึ่งจะกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลราว 2.2% ต่อ GDP
ด้านการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอตัวลง ทำให้เราปรับลดคาดการณ์การอุปโภคภาครัฐลงเหลือ 1.5% และการลงทุนภาครัฐลงเหลือ 2.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วในช่วงต้นปี ประกอบกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่หดตัวลง โครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ตอกย้ำภาพการเติบโตแบบแยกส่วน (K-Shaped Growth) เนื่องจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่เพียงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการส่งออกขั้นสูง โดยยังไม่กระจายตัวไปยังเศรษฐกิจฐานรากและภาคการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง
ในส่วนกลยุทธ์การลงทุน ในระยะสั้น เราประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จะแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) เพื่อรอปัจจัยใหม่ แม้มีความเสี่ยงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อเงินเฟ้อ แต่ตลาดจะให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกในประเทศ โดยเฉพาะกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่คาดว่าจะไหลเข้าสะสมในหุ้นขนาดใหญ่ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการจัดงาน Thailand Focus 2026 (26-28 ส.ค.) ที่ช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบัน และความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00%
เราแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบเลือกซื้อ (Selective Buy) ผ่าน 4 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้: (1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Thailand Focus ที่กำลังจะจัดในปลายเดือนนี้ ได้แก่ CRC, CPN, GPSC, KKP, PTTGC, CENTEL และ WHA (2) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ ทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยพลัส (ERW, CENTEL, AWC, CPALL, CPN) การสนับสนุนพลังงานสะอาด (GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHAUP) และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ (STECON, CK, SCC, SCCC) (3) หุ้นปันผลสูงเพื่อสร้างกระแสเงินสด เน้นดักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (Interim Yield >2%) ได้แก่ AMATA, SIRI, BCH, PRM และ TLI และ (4) หุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แต่มีทิศทางกำไรครึ่งปีหลังเติบโตโดดเด่น ได้แก่ AP, PR9, SAWAD, HMPRO, BDMS, TU, BCH, BCPG, MTC และ TIDLOR
ขอให้นักลงทุนโชคดี
- รวมทุกช่องทาง INVX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/ INVX
- เปิดบัญชีลงทุน INVX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน
โหลดเลย คลิก https:// INVX.onelink.me/23if/ek1n76zm
- ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก INVX คลิก : https://bit.ly/respublisher
# INVX # INVXResearch # INVXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ
*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้



