วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

TFRS 17 ปีแรก: เมื่อมาตรฐานบัญชีใหม่กลายเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจประกันชีวิต

TFRS 17 เปิดมุมมองใหม่ธุรกิจประกันชีวิตไทย จากมาตรฐานบัญชีสู่เครื่องมือวัดประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ชี้ข้อมูลปีแรกช่วย Benchmarking เห็นความเสี่ยง ผลกำไร และศักยภาพการเติบโตระยะยาวของแต่ละบริษัทชัดเจนขึ้น

การจัดทำงบการเงินเต็มปีแรกภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย แต่หากมองให้ลึกกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านบัญชี มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้อาจกำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริหารใช้มองธุรกิจของตนเอง

มาตรฐานฉบับนี้ไม่ได้เพียงกำหนดรูปแบบการรายงานใหม่ แต่ยังเปิดเผยข้อมูลที่ช่วยให้บริษัทประกันสามารถประเมินความสามารถในการทำกำไร ประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าในระยะยาวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่เคยเป็นเพียง “โครงการปรับเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี” กำลังกลายเป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจที่สำคัญ

รายงาน TFRS 17 First-Year Reporting Insights – Life Insurers  ซึ่งวิเคราะห์งบการเงินปี 2568 ของบริษัทประกันชีวิตจำนวน 20 แห่ง คิดเป็นประมาณ 91% ของตลาดประกันชีวิตไทย พบแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนแนวปฏิบัติในการรายงานทางการเงิน แต่ยังสะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์ของแต่ละบริษัทต่อการเติบโต ความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

มาตรฐานเดียวกัน แต่สะท้อนกลยุทธ์ธุรกิจที่แตกต่างกัน

หนึ่งในสิ่งที่ผู้เขียนค้นพบที่น่าสนใจที่สุดจากการรายงานปีแรก คือ แม้ทุกบริษัทจะปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่รายงานออกมากลับสะท้อนแนวคิดและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออัตราคิดลด ที่ใช้ในการวัดมูลค่าหนี้สินประกันภัยระยะยาว โดยสำหรับอายุสัญญา 10 ปี อัตราที่เปิดเผยมีช่วงตั้งแต่ 1.82% ถึง 3.48% ขณะที่ค่ามัธยฐานของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.59%

ในทำนองเดียวกัน สัดส่วนของค่าปรับปรุงความเสี่ยง ต่อมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต มีช่วงตั้งแต่ 0.5% ถึง 8.1% โดยมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 2.6%

ตัวอย่างของตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทประกันแต่ละแห่งมีมุมมองต่อความเสี่ยง กลยุทธ์การลงทุน โครงสร้างผลิตภัณฑ์ และรูปแบบการบริหารธุรกิจที่แตกต่างกัน แม้อยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกัน

ในอดีต ความแตกต่างเหล่านี้อาจไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 ได้เพิ่มระดับความโปร่งใส ทำให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นตำแหน่งขององค์กรตนเองเมื่อเทียบกับตลาด และเข้าใจได้ดีขึ้นว่าสมมติฐานที่ใช้อยู่ยังคงสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือไม่

เมื่อ Benchmarking กลายเป็นวาระสำคัญของผู้บริหาร

การรายงานภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 ปีแรกได้สร้าง “ฐานเปรียบเทียบ” ใหม่ให้กับอุตสาหกรรม

ในมุมมองของผู้เขียน ที่ผ่านมา เป้าหมายหลักของหลายองค์กรคือการปรับระบบและกระบวนการให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินได้อย่างครบถ้วน แต่เมื่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะปกติ สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญมากขึ้นคือการใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของธุรกิจ

การเปรียบเทียบกับข้อมูลในอุตสาหกรรมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกบริษัทใช้สมมติฐานเดียวกัน เพราะลักษณะธุรกิจและกลยุทธ์ของแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การเข้าใจว่าธุรกิจของตนเองอยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับตลาด สามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับบริษัทที่มีสมมติฐานหรือวิธีการประเมินที่แตกต่างจากแนวโน้มของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ การมีข้อมูลอ้างอิงจากอุตสาหกรรมยังช่วยให้สามารถทบทวนเหตุผล ความเหมาะสม และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทสนทนาของโลกเปลี่ยนจาก Compliance ไปสู่ Business Performance

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้เห็นหลายประเทศนำมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 มาใช้ก่อนประเทศไทยสะท้อนแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน

ในช่วงแรก หัวข้อการสนทนาในอุตสาหกรรมมักมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามมาตรฐาน การปรับระบบงาน และการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล แต่เมื่อการดำเนินงานเริ่มมีความเสถียร ประเด็นสำคัญกลับเปลี่ยนไปสู่เรื่องของผลการดำเนินงาน การใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการทำกำไรของผลิตภัณฑ์ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว

บริษัทประกันชั้นนำในหลายประเทศเริ่มนำข้อมูลภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้มาใช้ในการประเมินคุณภาพพอร์ตธุรกิจ ทบทวนสมมติฐานด้านความเสี่ยง วิเคราะห์ผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ และกำหนดกลยุทธ์การเติบโตในอนาคต

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาเดียวกัน ในมุมมองของผู้เขียน คุณค่าที่แท้จริงของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 อาจไม่ได้อยู่ที่การรายงานทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ

เมื่อประสิทธิภาพการดำเนินงานกลายเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบ

อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เขียนอยากหยิบยกให้ท่านผู้อ่านได้ทราบคือ สิ่งที่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 ช่วยให้เห็นชัดเจนมากขึ้น คือความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจประกันภัยโดยตรง

ภายใต้มาตรฐานฉบับใหม่ ผู้บริหารสามารถมองเห็นผลการดำเนินงานจากการให้บริการประกันภัยได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันมากกว่าเดิม

บริษัทที่มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับสูงอาจเผชิญแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรและการสร้างกำไรในอนาคต ดังนั้น การยกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ระบบอัตโนมัติ และการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย จึงกลายเป็นวาระสำคัญของผู้บริหารในหลายองค์กร

ในหลายตลาดทั่วโลก การเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยเทคโนโลยีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงยกระดับประสบการณ์ลูกค้า แต่ยังมุ่งสร้างผลิตภาพที่สูงขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน

ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นเกมระยะยาว

ข้อมูลจากการเปิดเผยภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 ยังตอกย้ำถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจประกันชีวิตในฐานะธุรกิจระยะยาว

การวิเคราะห์พบว่าประมาณ 61% ของกำไรที่รอการรับรู้ผ่านกำไรจากการให้บริการตามสัญญา จะทยอยรับรู้ภายใน 10 ปีแรก ขณะที่ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในช่วงเวลาหลังจากนั้น

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการตัดสินใจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำหนดราคา การรับประกันภัย การบริหารต้นทุน หรือการลงทุน จะส่งผลต่อผลประกอบการไปอีกหลายปีข้างหน้า

สำหรับผู้บริหาร ผู้เขียนเห็นว่า นี่คือเครื่องย้ำเตือนว่าการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยมุมมองระยะยาวมากกว่าการมุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

สมดุลระหว่างธุรกิจประกันภัยและการลงทุนคือหัวใจของความยั่งยืน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการรายงานปีแรกที่ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็น คือความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานจากธุรกิจประกันภัยและผลตอบแทนจากการลงทุน

ธุรกิจประกันชีวิตเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ผลการดำเนินงานจากการให้บริการประกันภัยสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการกำหนดราคา การบริหารความเสี่ยง การจัดการสินไหม และการควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนมีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนภาระผูกพันระยะยาวและการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น

ในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และตลาดการเงินยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทที่สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ทั้งสองด้าน ย่อมมีแนวโน้มสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันได้มากกว่าในระยะยาว

จากมาตรฐานบัญชีสู่เครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจ

ผู้เขียนเห็นว่า มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 ปีแรกจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของโครงการเปลี่ยนผ่านมาตรฐานบัญชี แต่ควรถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

นอกจากนี้ สิ่งที่อุตสาหกรรมได้รับไม่ใช่เพียงรูปแบบการรายงานใหม่ แต่คือมาตรฐานเปรียบเทียบที่ช่วยให้บริษัทประกันเข้าใจจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา และโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ชัดเจนขึ้น

ในท้ายที่สุด ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นว่า คุณค่าที่แท้จริงของมาตรฐานการรายงานทางการเงินนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การเปิดเผยตัวเลขทางการเงิน แต่อยู่ที่การทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น บริหารทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพขึ้น และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

สำหรับอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย นี่อาจเป็นเพียงปีแรกของการรายงาน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหม่เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขัน การสร้างมูลค่า และอนาคตของธุรกิจในทศวรรษข้างหน้า

อ้างอิง

รายงาน TFRS 17 First-Year Reporting Insights – Life Insurers โดย เคพีเอ็มจี ประเทศไทย:

https://kpmg.com/th/en/insights/2026/08/tfrs-17-first-reporting-insights.html