วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดอลลาร์สั่นคลอน-ดอกเบี้ยผันผวน : เมื่อวิกฤติหนี้ 40 ล้านล้านของสหรัฐฯ กำลังลามถึงกระเป๋าคนไทย

คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกว่า ตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ของสหรัฐอเมริกา หรือมาตรการพิสดารของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่แทรกแซงตลาดพันธบัตรด้วยการกว้านซื้อหนี้คืน (Debt Buyback Program) ตลอดจนการยื่นมือเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน เป็นเรื่องการเงินระดับมหภาคที่ไกลตัว

ในกรณีของเงินเยน วอชิงตันอาจกล่าวอ้างอย่างแนบเนียนว่าเป็นการยื่นมือเข้าช่วยเหลือพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังการกระทำดังกล่าวคือ “กลยุทธ์การปกป้องตนเอง” อย่างสุดชีวิต เพราะหากปล่อยให้เงินเยนดิ่งเหว ทางการญี่ปุ่นก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่ออกมามหาศาลเพื่อนำเงินดอลลาร์ไปประคองค่าเงิน ซึ่งนั่นจะกลายเป็นชนวนระเบิดที่กดดันให้ราคาพันธบัตรสหรัฐฯร่วงกราว และดึงให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในวอชิงตันพุ่งสูงขึ้นทันที

ย้อนกลับไปในการรณรงค์หาเสียงปี 2016 ประธานาธิบดีดอนัลด์ ทรัมป์ เคยโจมตีผู้นำในอดีตเรื่องการขาดวินัยทางการคลัง พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้ามาลดหนี้สาธารณะที่ขณะนั้นอยู่ที่ราว $19.95 ล้านล้านดอลลาร์ให้ได้ ทว่าความเป็นจริงกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

ในยุค Trump 1.0 (2017-2021) หนี้สาธารณะทะยานขึ้นสู่ $27.75 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นถึง $7.8 ล้านล้านดอลลาร์ (~39%) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสู้ภัยโควิด-19 และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Trump 2.0 (2025-ปัจจุบัน)หนี้สินสะสมที่รับช่วงต่อจากยุคโจ ไบเดน ($36.20 ล้านล้าน) ก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกกว่า $3.85 ล้านล้าน จนข้ามหมุดหมายประวัติศาสตร์แตะ $40.05 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน

เบ็ดเสร็จแล้วตลอดการดำรงตำแหน่งทั้งสองวาระ หนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งขึ้นรวมกว่า $11.6 ล้านล้านดอลลาร์ จากภาระสวัสดิการพื้นฐาน ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่แพงขึ้น และกฎหมายการเงินฉบับใหม่ สะท้อนว่าคำสัญญาบนเวทีหาเสียงเป็นเพียงภาพลวงตาทางการเมือง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการที่มหาอำนาจอันดับหนึ่งเลือกใช้นโยบาย “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ฝืนกลไกตลาดและอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกดดอกเบี้ยระยะยาวลงชั่วคราว สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่ความยั่งยืน หากแต่เป็น ความผันผวนสุดขั้ว ที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมตรงถึงเงินในกระเป๋าของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่แบกรับภาระดอกเบี้ยบ้าน นักลงทุนในตลาดหุ้น หรือผู้นำภาคเอกชนและภาครัฐที่กำลังวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนประเทศ:

1. ผู้บริโภคและชนชั้นกลางไทย: กับดักผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยตึงตัว และค่าครองชีพที่ซ่อนอยู่

ผลกระทบเชิงโครงสร้างนี้ส่งตรงถึงชนชั้นกลางซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การอัดฉีดสภาพคล่องสวนทางกลไกธรรมชาติของสหรัฐฯ ย่อมกลายเป็นน้ำมันที่เติมเข้ากองไฟเงินเฟ้อ ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายของโลกต้องค้างอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด และทำให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในประเทศไทยปรับลดลงได้ยากยิ่ง

ลองพิจารณาตัวเลขในชีวิตจริง: หากครอบครัวชนชั้นกลางผ่อนบ้านราคา 3.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยที่ค้างสูงกว่าที่ควรจะเป็นเพียง 0.50% จะหมายถึงภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 1,200-1,500 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินจมทิ้งเปล่าๆ กว่า 18,000 บาทต่อปี

ยิ่งไปกว่านั้น ชนชั้นกลางยังต้องเผชิญ “ศึกสองด้าน” จากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ที่ส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันดิบและสินค้านำเข้า ทั้งหมวดอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน และค่าบริการต่าง ๆ ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างเงียบ ๆ เมื่อนำมาประกอบกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่สูงแตะระดับ 90% ของ GDP เงินส่วนเกินในกระเป๋าของชนชั้นกลางสำหรับการออม การลงทุนในอนาคต การศึกษาของลูก หรือการท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย จึงถูกสูบออกไปเพื่อจ่ายดอกเบี้ยและค่าครองชีพที่แพงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

2. นักลงทุนไทย: กับดักตลาดหุ้นและความผันผวนของสินทรัพย์

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย (SET) และผู้ถือครองกองทุนรวม การแทรกแซงตลาดของสหรัฐฯ ได้สร้างภาพลวงตาของ “ข่าวดีชั่วคราว” ที่ช่วยดันราคาหุ้นให้ฟื้นตัวในระยะสั้น แต่แท้จริงแล้วมันคือกับดักความเสี่ยงที่แฝงด้วยความอันตราย การที่เงินดอลลาร์และเงินเยนผันผวนอย่างไร้ทิศทาง ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ (Capital Flow) ไหลเข้าและไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็วและรุนแรง

ความผันผวนที่ไม่เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานนี้ ทำให้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและการประเมินมูลค่าหุ้นแบบเดิมใช้ไม่ได้ผล นักลงทุนรายย่อยไทยที่ขาดเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หรือไม่มีระบบบริหารสภาพคล่องที่ดีพอ จะตกอยู่ในภาวะ “ถูกต้อนให้ซื้อแพงแต่ขายถูก” เผชิญการขาดทุนอย่างหนักจากการปรับฐานอย่างฉับพลันทั้งในตลาดหุ้น ตลาดทองคำ และกองทุนตราสารหนี้ โดยไม่ทันตั้งตัว

3. ผู้นำภาคเอกชน: โจทย์ใหญ่เรื่องต้นทุนการเงินและการส่งออก

ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายสองเด้งที่ส่งผลกระทบต่อทั้งรายรับและต้นทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมิติการส่งออก หากเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตามการอ่อนค่าชั่วคราวของดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนนี้จะเข้าไปตัดทอนอัตรากำไร (Margin) และทำให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคทันที

ในมิติการระดมทุน การออกหุ้นกู้หรือการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการของภาคเอกชนไทย กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากและมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากการบิดเบือนกลไกตลาดของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้เรียกร้องผลตอบแทน (Yield) ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยมีต้นทุนทางการเงินสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายบริษัทจึงจำเป็นต้องชะลอการลงทุนใหม่ ยกเลิกแผนการจ้างงาน หรือตัดลดงบประมาณการพัฒนา ซึ่งส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมต้องชะลอตัวลงตามไปด้วย

4. ผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ: โจทย์ยากในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

สำหรับภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับแดงเข้มถึงความเปราะบางของระบบการเงินโลกที่พึ่งพิงดอลลาร์มากเกินไป การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้จะไม่สามารถหยุดอยู่แค่ในระดับทฤษฎีหรือการออกแถลงการณ์สวยหรูได้อีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องลงมือปฏิบัติจริงผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก:

การสร้างระบบชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Settlement): แบงก์ชาติและกระทรวงการคลังต้องเร่งทำข้อตกลงจับคู่แลกเปลี่ยนเงินตรา (Currency Swap) และวางโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามแดนกับประเทศคู่ค้าหลักในอาเซียน จีน และอินเดียอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดการใช้อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ในการค้าภูมิภาคให้ได้อย่างน้อย 30-40% ภายในระยะเวลาที่กำหนด

การปรับโครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserve Diversification): ลดการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงอย่างมีแผนงาน แล้วกระจายไปสู่สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและปราศจากความเสี่ยงทางการเมือง เช่น ทองคำ และตราสารหนี้สกุลเงินอื่นที่มีวินัยทางการคลังสูง

การรักษาวินัยทางการคลังขั้นเด็ดขาด (Fiscal Discipline Strictness): ภาครัฐต้องเลิกรัฐสวัสดิการแบบแจกเงินชั่วคราวที่สร้างหนี้โดยไม่เกิดผลผลิต (Non-productive Debt) แล้วหันมาควบคุมเพดานหนี้สาธารณะของไทยให้อยู่ในระดับปลอดภัยอย่างจริงจัง เพื่อสร้าง “เกราะป้องกันเครดิตของประเทศ” ไม่ให้ถูกกระทบเมื่อเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโลก

วิกฤติหนี้สาธารณะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และการแทรกแซงตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องของต่างชาติที่เราจะนั่งมองดูอยู่ห่างๆ ได้อีกต่อไป เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายในวอชิงตันกำลังลามมาตัดทอนกำลังซื้อของชนชั้นกลาง เพิ่มภาระหนี้สินในชีวิตประจำวัน และสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจไทยในทุกหย่อมหญ้า

ถึงเวลาแล้วที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนคนไทย ต้องตระหนักถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างนี้ เลิกหวังน้ำบ่อหน้าจากนโยบายการเงินของมหาอำนาจ แล้วหันมาสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ของตนเองด้วยความระมัดระวัง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความผันผวนลูกใหญ่ที่กำลังโถมเข้าใส่เศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้