การตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐ ภายใต้การนำของ สก็อตต์ เบสเซนต์ ที่เพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่างน้อยเท่าตัว
ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงมาตรการทางเทคนิคเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร หากแต่เป็นสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลสหรัฐเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันจาก “ต้นทุนเงิน” ที่สูงขึ้น และกำลังพยายามสกัดแรงขายพันธบัตรระยะยาวอย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. กระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศว่า จะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปี จากเดิม 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปฏิบัติการ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ยีลด์พันธบัตร อายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนจะลดลงราว 10 จุดพื้นฐานหลังข่าวออก ขณะที่ยีลด์ 10 ปีก็ปรับลดลงเช่นกัน
สิ่งที่ตลาดกำลังตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ซื้อคืนแล้วบอนด์ยีลด์จะลดลงหรือไม่” แต่คือเหตุใดรัฐบาลสหรัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาส่งสัญญาณโดยตรงถึงตลาดพันธบัตรในเวลานี้ คำตอบสำคัญอยู่ที่โครงสร้างปัญหา เพราะยีลด์พันธบัตรระยะยาวไม่ได้สะท้อนเพียงทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ยังสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ความต้องการของนักลงทุนต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
หากปัจจัยเหล่านี้ผลักให้ยีลด์ระยะยาวสูงขึ้น รัฐบาลสหรัฐจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นในการออกหนี้ ขณะที่ภาคเอกชนก็เผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การซื้อคืนพันธบัตรจึงมีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือเพิ่มสภาพคล่องและสร้างอุปสงค์ในตลาด แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของการขาดดุลและภาระหนี้สหรัฐได้ทั้งหมด ขนาดการซื้อคืนระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์ยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรที่มีมูลค่าราว 31 ล้านล้านดอลลาร์
สำหรับไทย ไม่ควรตีความการลดลงของผลตอบแทนพันธบัตรหลังข่าวซื้อคืนว่าเป็นการกลับเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาลงอย่างถาวร ความผันผวนของพันธบัตรสหรัฐจะส่งผ่านมายังตลาดในประเทศหลายช่องทาง ทั้งเงินบาท กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ราคาพันธบัตรไทย ต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจ ตลอดจนราคาสินทรัพย์เสี่ยง หากยีลด์สหรัฐปรับขึ้นแรง นักลงทุนทั่วโลกอาจลดการถือครองสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่เพื่อกลับไปถือสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ขณะที่หากดอลลาร์อ่อนลงอย่างรวดเร็ว เงินทุนก็อาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่และสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด



