สวัสดีครับ
เร็วๆ นี้ พวกเราอาจจะได้ยินข่าวของข้อถกเถียงที่ว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มกำลัง หนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับการพูดถึงอย่างมากและดูเหมือนจะเป็นทิศทางของประเทศไทยไปแล้ว นั่นคือ “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center) ซึ่งหลายคนถึงขั้นมองว่าอาจเป็น “Promising Horizon” หรือเครื่องจักรขับเคลื่อนประเทศในยุคต่อไป และเพื่อให้สอดรับกับเทรนด์นี้ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ภาครัฐได้จัดตั้ง “บอร์ด Data Center” ขึ้นมาเพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางกำกับดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะ ทว่าโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ ระบบเครือข่ายไฟฟ้า และที่สำคัญทรัพยากรน้ำที่เรามีในปัจจุบันนั้นสามารถรองรับไหวหรือไม่ เป็นคำถามที่จำเป็นต้องตอบให้ชัดเจนครับ
อย่างที่เราทราบกันว่า ความสนใจลงทุนใน Data Center, Cloud และ AI Infrastructure ได้เร่งตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกลุ่มดิจิทัลและ Data Center กว่า 1.12 ล้านล้านบาท ที่น่าสนใจคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยเติบโตโดดเด่นที่สุดใน ASEAN ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในอีก 10 ปีข้างหน้า จากกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและจุดแข็งด้านห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับภูมิภาค ซึ่งที่กล่าวมาได้ตอกย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานลงทุนสำคัญของภูมิภาค
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้เร่งเปลี่ยนบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกจากเดิมที่เน้นแข่งขันด้วยการอาศัยจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตและแรงงาน ไปสู่การมุ่งหน้าวาง “Position” ของการเป็น Hub โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สนับสนุน Cloud, AI, E-commerce, FinTech ของภูมิภาค โดยอาศัยจุดแข็ง อาทิ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินงานของ Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความพร้อม ทั้งเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งรองรับการเติบโตของ AI, Cloud และ Internet of Things และ ต้นทุนการลงทุนโดยรวมที่ยังมีความสามารถในการแข่งขัน แต่โอกาสนี้มาพร้อมกับคำถามที่ใหญ่ไม่แพ้กันว่า เราจะสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตโดยไม่สร้างภาระให้ทรัพยากรของอนาคตได้อย่างไร
นั่นเป็นเพราะว่า Data Center ไม่ได้ใช้เพียงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังใช้น้ำในการระบายความร้อนด้วย เคยมีการศึกษาจาก Environmental and Energy Study Institute (EESI) หรือ สถาบันศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่าศูนย์ข้อมูลขนาดกลางสามารถใช้น้ำได้สูงถึง 5 ล้านแกลลอนหรือ 18.9 ล้านลิตรต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากรประมาณ 10,000–50,000 คน หรือคิดเป็นปริมาณมหาศาลถึง 6.89 พันล้านลิตรต่อปี และด้วยเทคโนโลยี AI, Cloud, Internet of Things ที่กำลังก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ คาดกันว่าจะมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็น 143.8–276.3 พันล้านลิตรต่อปีภายในปี 2571
สำหรับประเทศไทย ทุกภาคส่วนควรเริ่มจากการตั้งเป้าหมายในการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบในระยะยาว เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์แผนงานว่า Data Center แห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณใดบ้าง ใช้น้ำจากแหล่งใด ใช้น้ำในช่วงเวลาใด นำน้ำกลับมาใช้ได้เท่าไร และจะสร้างผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำรายอื่นในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งเปรียบเสมือนการปรับกระบวนทัศน์หรือ “Paradigm Shift” จากการบริหารจัดการแบบ Project-by-Project ไปสู่ ระบบบริหารทรัพยากรแบบ Area-Based หรือ การบริหารจัดการโดยใช้ “พื้นที่” เป็นหน่วยหลักในการวางแผนและตัดสินใจ แทนที่จะบริหารแยกเป็นรายหน่วยงานหรือรายประเด็น พูดง่ายๆ คือ การมองปัญหาและโอกาสของแต่ละพื้นที่แบบองค์รวม
ขณะเดียวกัน ภาคธนาคารสามารถเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุน Data Center ในด้านเศรษฐกิจ ผ่านการให้สินเชื่อและ Project Finance แก่ Data Center รวมถึงธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เช่น ระบบพลังงาน ระบบไฟฟ้า Cooling และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขีดความสามารถทางดิจิทัลของประเทศ ขณะที่ด้านความยั่งยืน ควรนำเกณฑ์ด้าน พลังงาน น้ำ การปล่อยคาร์บอน และผลกระทบต่อชุมชน มาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาสินเชื่อ พร้อมส่งเสริม Green Loan หรือ Sustainability-Linked Loan สำหรับโครงการที่ใช้พลังงานสะอาด มีประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงานสูง เพื่อให้การขยายตัวของ Data Center สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่เพิ่มภาระต่อทรัพยากรของประเทศ
ขณะเดียวกัน อาจมีการวางกรอบนโยบายให้กิจการที่ประกอบธุรกิจด้าน Data Center วางแผนงานในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาวในพื้นที่หรือ (Water Resilience Plan) เช่น เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ำหรือพัฒนาระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรองรับการลงทุน Data Center ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำและชุมชนในพื้นที่มากจนเกินไป
การผลักดันเรื่อง Data Center จะประสบความสำเร็จอย่างที่เราหวังไว้หรือไม่ คงต้องอาศัยทั้งเวลาและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ต้องไม่ลืมพิจารณาความท้าทายให้รอบด้าน เพื่อที่จะไม่สร้างต้นทุนให้กับคนรุ่นถัดไปที่มากจนเกินไป ถ้าเราสามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรทั้งไฟและน้ำ ผลประโยชน์ที่ได้ย่อมตกอยู่ในมือคนไทยทุกคนครับ



