วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นไทยขึ้นแรง แต่ขาขึ้นยังไม่จบ

ปีนี้เป็นปีแรกที่นักลงทุนไทยเริ่มยิ้มออก เพราะหลังจากซบเซามานานหลายปี ตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับสู่ขาขึ้นอีกครั้ง

จากระดับ 1,250 จุดในช่วงต้นปี ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาเหนือ 1,600 จุด หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% และเริ่มกลับมา Outperform ตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นเกิดใหม่

ผมยังมีมุมมองเชิงบวก และเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนให้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

เหตุผลสำคัญมีอยู่ 5 ประการ

ประการแรก เศรษฐกิจโลกไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด

ทุกคนทราบดีว่า เรากำลังอยู่ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

จำนวนการสู้รบทั่วโลกอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ดัชนีความไม่แน่นอนของโลกและความไม่แน่นอนด้านการค้าก็พุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

แต่ที่ผิดคาดคือ เศรษฐกิจโลกกลับยังขยายตัวได้ค่อนข้างดี 

IMF คาดว่า GDP โลกจะขยายตัว 3.0% ในปีนี้ และเร่งขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2027 ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเติบโตในอัตราสูงถึง 26% ในไตรมาสแรก และ 39% ในไตรมาสสองของปีนี้

แน่นอน เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลใน AI Ecosystem คือตัวช่วยสำคัญ แต่ภาพรวมสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกมีความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ดีกว่าที่คาด

ประการที่สอง เงินเฟ้อโลกยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

แม้ราคาพลังงานจะพุ่งขึ้นจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่จนถึงขณะนี้แรงกดดันเงินเฟ้อโลกยังไม่ได้กลับมารุนแรงเหมือนในช่วงปี 2022-2023 โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุด

ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ธนาคารกลางหลักของโลกก็ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว 

สภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจยังเติบโต ขณะที่เงินเฟ้อไม่สูงจนกดดันให้ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้นแรง ถือเป็นสภาวะที่เอื้อต่อตลาดหุ้น

ประการที่สาม การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก คือโอกาสครั้งสำคัญของไทย

ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทำให้บริษัทข้ามชาติไม่สามารถพิจารณาเพียงต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายฐานการผลิตมากขึ้น

การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม รวมถึงทิศทางนโยบายที่มุ่งดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Data Centers, Semiconductor และ EV

เราเริ่มเห็นผลจาก FDI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม FDI ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับทั้งปี 2025 ที่ 1.36 ล้านล้านบาท หากเม็ดเงินเหล่านี้เปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง FDI จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ประการที่สี่ เศรษฐกิจไทยแม้ยังโตต่ำ แต่กำลังวางรากฐานเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตรอบใหม่

ผมไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหา

เรายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การเข้าสู่สังคมสูงวัย ความสามารถในการแข่งขัน และ Productivity ที่เติบโตช้า ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถแก้ได้ในเวลาอันสั้น

แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือ ภาครัฐเริ่มเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนใน AI Infrastructure, Digital Economy และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

IMF คาดว่า GDP ไทยจะเติบโต 1.9% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027 แม้ยังไม่สูง แต่ทิศทางกำลังดีขึ้น และหากการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสกลับมาเติบโตในระดับ 3%+ ได้อย่างยั่งยืน

ประการสุดท้าย ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยกำลังดีขึ้น

กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดย Bloomberg Consensus คาดว่า SET EPS จะเพิ่มจาก 80.8 บาทในปี 2025 เป็นประมาณ 106 บาทในปี 2026 และ 114 บาทในปี 2027

ขณะเดียวกัน แม้ตลาดไทยจะปรับขึ้นมามากแล้ว แต่ Valuation โดยรวมยังไม่ได้แพงจนเกินไป

SET ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ประมาณ 14.8 เท่า แต่หากไม่นับ DELTA จะอยู่ที่ 12.6 เท่า ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับหลายตลาดในภูมิภาค

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบริษัทจดทะเบียนไทยถึง 61% ที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่ได้กระจายไปทุกบริษัท

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติซึ่งขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี เริ่มกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิอีกครั้ง แต่เมื่อดูยอดสะสมย้อนหลัง เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าสูงกว่ามาก จึงยังมีโอกาสที่ Fund Flow จะกลับเข้ามาได้อีก

ในระยะยาว โครงการ Jump+ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพและมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนไทย เช่นเดียวกับ Corporate Value Up Program ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ

แน่นอนว่า นักลงทุนยังจำเป็นต้องเตรียมรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยความเสี่ยงจากต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า เงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าคาด รวมถึงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจกลับเข้าสู่ วัฏจักร ขาขึ้นและอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยในประเทศ ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นเรื่องการเมือง หากนักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นและตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะได้รับแรงกระแทกพอสมควร

อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยพื้นฐานที่กำลังฟื้นตัว ผมยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมี Upside อีกราว 10% หรือมากกว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้า