ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ขยายตัว 1.9% แม้ยังเป็นบวก แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง เพราะชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่ แรงส่งสำคัญยังพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกเป็นหลัก สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุง แต่ไม่ได้แข็งแรงทั่วทั้งระบบ
ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลสูงถึง 12% ของจีดีพี จากการนำเข้าที่ขยายตัวถึง 24% ถือว่าขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นเราไม่ควรมองเพียงตัวเลขจีดีพีที่ยังบวก แต่ต้องมอง “คุณภาพการเติบโต” ควบคู่ไปด้วย
เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ “Technical Recession” แม้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่มีความน่าห่วงและเสี่ยงสูง ตัวเลขการนำเข้าที่มากกว่าการส่งออกมาก สะท้อนภาวะการใช้จ่ายที่เกินตัว เป็นสัญญาณเชิงลบที่สำคัญต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการตัดสินใจของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอยู่เดิม ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ไม่แข็งแรง ภาระหนี้สูง ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้น
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การ “สกัดการถดถอย” ควบคู่กับการ “เปลี่ยนโครงสร้าง” รัฐต้องเร่งปลดล็อกการลงทุนเอกชน ลดต้นทุนทางธุรกิจ แก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อเอสเอ็มอี เร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยมีโอกาสเป็นฐานผลิตและบริการระดับภูมิภาค และเราต้องใช้จังหวะนี้ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ และบริการมูลค่าสูง ให้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่ เพราะแม้การลงทุนเอกชนไตรมาส 2 จะโตถึง 13.4% แต่การเติบโตดังกล่าวยังต้องถูกต่อยอดให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
เราไม่ควรรอให้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคเกิดขึ้น หรือรอให้ตัวเลขจีดีพีติดลบ เพราะเวลานั้นความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับธุรกิจและแรงงานไปแล้ว การป้องกัน “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี จึงต้องทำก่อนที่กิจการจะปิดตัวและแรงงานหลุดออกจากระบบ ขณะที่ มาตรการกระตุ้นควรมีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ ในระยะสั้นไทยต้องประคองไม่ให้เศรษฐกิจสะดุดซ้ำ แต่ระยะยาวต้องตอบคำถามให้ได้ว่า หลังพ้นจุดเสี่ยงนี้แล้ว ไทยจะโตด้วยอะไร เพราะการหลีกเลี่ยง Technical Recession ได้เพียงอย่างเดียว ไม่ถือเป็นชัยชนะ หากเศรษฐกิจยังติดอยู่ในวงจรการเติบโตต่ำเช่นเดิม



