นานๆทีจะมีโอกาสไปดูหนัง แต่สัปดาห์ที่แล้วได้ชม 2 เรื่องเลยครับ
เรื่องแรก The Odyssey หนังฟอร์มใหญ่ ซึ่งกว่าจะจองตั๋วได้ก็ไม่ง่าย เพราะโรงภาพยนตร์ระบบ IMAX มีเพียงไม่กี่แห่ง ขนาดรอบตี 2 เลิกตี 5 ยังเต็ม
The Odyssey เป็นภาพยนตร์มหากาพย์ ถ่ายทำด้วยฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่อง ลงทุนสร้างอลังการ 250 ล้านดอลลาร์ หรือ 8,250 ล้านบาท ระดับบล็อกบัสเตอร์
เป็นเรื่องราวย้อนเวลาไป 3,000 ปี หลังจากกรีกเอาชนะสงครามทรอยได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โอดิสซีอุส (Odysseus) วีรบุรุษสงครามก็เดินทางกลับบ้าน แต่เขากลับประสบอุปสรรคมากมาย ไม่ถึงบ้านสักที
สงครามสิ้นสุดแล้ว แต่วีรบุรุษหายไปนับสิบปี ไม่มีใครทราบข่าว ไม่มีใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ เพเนโลพี ภรรยา ก็ยังเฝ้ารอสามีด้วยใจจดจ่อ ท่ามกลางชายฉกรรจ์มากมาย ที่มารุมล้อมและกดดันขอแต่งงานด้วย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์ และรายได้ยังพุ่งแรงทุกวันครับ
พอหนังจบ ผมอยากปรบมือดังๆให้ผู้กำกับและนักแสดง เหมือนเวลาที่ดูละครเวทีตอนจบ เราก็ปรบมือให้นักแสดงอย่างยาวนาน แต่ในโรงภาพยนตร์เขาไม่ทำกัน
ก็เลยแอบชื่นชมในใจ แล้วหันไปบอกคนข้างๆ ว่า “หนังดีจัง”
อีกเรื่องที่ผมไปดูคือ Dear You หรือ “จดหมายรักถึงอาม่า” ซึ่งเป็นภาพยนตร์จีนฟอร์มเล็ก ทุนน้อย ต้องใช้แค่นักแสดงท้องถิ่น และบางช่วงยังใช้ไอโฟนถ่ายทำแทรกเข้ามาด้วย ใช้งบสร้างเพียง 14 ล้านหยวน หรือ 70 ล้านบาทเท่านั้น
แต่กลับทำรายได้ถล่มทลายในจีนมากกว่า 2,200 ล้านหยวน รายได้จากทั่วโลกก็ยังพุ่งแรงทุกวัน ใครเป็นนักการเงิน จะลองคิด ROE หรือ ROI ก็ได้นะครับ
เมื่อปอกเปลือกเรื่องโปรดักชั่นออกไป มองแค่เนื้อแท้ของบทภาพยนตร์ ผมคิดว่าหนังทั้งสองเรื่องสะท้อน “โครงสร้างความคิด” ที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด
ประการแรก The Odyssey มี “สนามรบ” เป็นฉากต่อสู้ในสงคราม สู้กับสัตว์ประหลาด รวมทั้งภัยพิบัติจากเทพเจ้า ส่วน Dear You มีสนามรบคือการต่อสู้ดิ้นรนของ “อากง” คนหนึ่ง ที่ต้องเดินทางไปเสี่ยงโชค
ประการต่อมา ทั้งสองเรื่องมี “การตามหา” เพราะโอดิสซีอุส ออกตามหาเส้นทางกลับบ้าน ในขณะที่บุตรชายของเขา ซึ่งไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ก็ออกเดินทางข้ามมหาสมุทร เพื่อตามหาพ่อ
ส่วนเรื่องอาม่า ก็มีหลานชายจากแต้จิ๋ว ออกเดินข้ามแดนมาประเทศไทย เพื่อตามหา “อากง” ที่ไปหางานทำในกรุงเทพฯแล้วหายไป ไม่กลับบ้านสักที
สุดท้ายคือทั้งสองเรื่องมี “การรอคอย” เพราะพระราชินีเพเนโลพี ก็เฝ้ารอโอดิสซีอุสกลับบ้าน นานนับสิบปี ส่วนอาม่าก็เฝ้ารอจดหมาย และคนรักที่จากบ้านไปทำงานไกล นานนับสิบปีเช่นกัน
ทั้งสองสตรีมีความหวังอันริบหรี่ เพราะไม่เคยมีข่าวคราวจากคนที่รัก แต่ความหวังและการรอคอย ก็ยังมั่นคงเสมอ
Odysseus คือตำนานของวีรบุรุษนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ส่วน Dear You แม้ตัวละครหลักจะไม่ใช่นักรบในสงคราม แต่ผมคิดว่าเขาก็คือ “นักรบชีวิต” เป็นคนธรรมดาที่ต่อสู้ชีวิต และดิ้นรนเพื่อปากท้องและครอบครัว
แก่นแท้ของการเดินทาง ของนักรบวีรบุรุษและนักรบคนธรรมดา ที่เหมือนกันในภาพยนตร์สองเรื่องนี้ก็คือ ทั้งคู่ดิ้นรนเพื่อ “กลับบ้าน”
ที่ผมมองเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือสัจธรรมที่ว่า ไม่ว่ามนุษย์ในยุคกรีกโบราณเมื่อ 3,000 ปีก่อน หรือยุคเสื่อผืนหมอนใบเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เราต่างเผชิญกับ “ความเจ็บปวดจากการพลัดพราก” เหมือนกัน
หัวใจของเรื่อง The Odyssey ไม่ใช่ชัยชนะในสงคราม แต่คือความพยายามอย่างที่สุด ที่จะได้กลับบ้านไปพบคนที่รัก
ในขณะที่ Dear You หัวใจของเรื่องก็คือคนที่ละทิ้งบ้านเกิดไปสู้ชีวิต ส่งเงินและส่งจดหมายให้คนที่รอคอย และความฝันเดียวที่ถวิลหา ก็คือการได้กลับไปพบคนที่รักอีกครั้งหนึ่ง เช่นกัน
คุณคงต้องไปชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ผมจะไม่เล่ามากไปกว่านี้ เดี๋ยวจะสปอยล์คนที่ยังไม่ได้ชม
ประเด็นสำคัญ ที่ผมได้จากการดูหนังสองเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องไหนใช้งบประมาณสร้างมากกว่าใคร หรือฉากไหนสร้างได้ยิ่งใหญ่กว่ากัน
แต่อยู่ที่ว่า คนที่ต้องออกเดินทาง ไม่ว่าจะไปทำศึกหรือออกไปสู้ชีวิตนอกบ้าน ไม่ว่าเมื่อ 3,000 ปี หรือ 100 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนๆนั้น ต่อสู้อย่างอดทน เพื่อให้รอดชีวิตกลับมาได้ ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะเขารู้ว่า ยังมีใครบางคนรอคอยอยู่ที่ปลายทาง
สำหรับ The Odyssey คนๆนั้นก็คือเพเนโลพี ผู้เฝ้ารอการกลับมาของสามี ส่วน Dear You คนๆนั้นคืออาม่า ผู้เฝ้ารอข่าวคราวจากคนรัก ที่จากบ้านไปทำงานไกล
มองให้ลึกลงไป “ความยิ่งใหญ่” ของเรื่องราวทั้งสอง จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้เดินทางเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ “คนที่รอคอย“ ด้วย เพราะการรอคอยอย่างยาวนาน ก็ต้องใช้ความเข้มแข็ง ไม่แพ้การออกไปเผชิญโลกภายนอกเช่นกัน
ตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ เรามักยกย่องวีรบุรุษที่ออกไปต่อสู้กับศัตรู หรือกับพายุ หรือกับความยากลำบากของชีวิต แต่คนที่เฝ้ารักษาบ้าน รักษาครอบครัว รักษาความหวัง และเฝ้ารอคอยการกลับมาของคนที่รัก ก็เป็นวีรบุรุษ หรือวีรสตรีไม่แพ้กัน
เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่เพียงสถานที่ที่เราพยายามเดินทางกลับ แต่บ้านหมายถึงคนที่คิดถึงเรา เชื่อมั่นในเรา และเฝ้ารอเราอยู่เสมอ ผมจึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า “กลับบ้านเรา…รักรออยู่”
คนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าชายหรือหญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้เดินทางหรือผู้เฝ้ารอ จะยังคงรักษาคุณค่าและมั่นคงกับสิ่งเหล่านี้ เหมือนคนเมื่อ 3000 ปี หรือ 100 ปี ที่แล้ว ได้หรือไม่หนอ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว…คุณจะไม่ยกหูโทรหาคนที่บ้าน สักหน่อยหรือครับ?



