ความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีในเดือนก.ค. 2026 ทำให้นักลงทุนกลับมาตั้งคำถามต่อธีมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เซมิคอนดักเตอร์ และชิปหน่วยความจำอีกครั้ง ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า บริษัทเทคโนโลยีกำลังลงทุนมากเกินกว่าความต้องการที่แท้จริงหรือไม่ แต่ยังรวมถึงความกังวลว่า นักลงทุนที่ใช้เงินกู้ ตราสารอนุพันธ์ และกองทุนขยายผลตอบแทน หรือ Leveraged ETF ยังมีสถานะที่ต้องลดลงอีกมากเพียงใด เพราะการลด Leverage อาจนำไปสู่แรงขายบังคับ หรือ Force Sell และกดดันราคาหุ้นเทคโนโลยีให้ลดลงรุนแรงกว่าการเปลี่ยนแปลงของพื้นฐานธุรกิจ
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนของกองทุนขนาดใหญ่อย่างชัดเจน โดยกองทุนเฮดจ์ฟันด์หลักของ Whale Rock ขาดทุน 21.7% ในเดือนก.ค. ขณะที่กองทุนของ Point72 และ Coatue ก็ได้รับผลกระทบจากแรงขายในหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์เช่นกัน อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 5 ส.ค. 2026
อย่างไรก็ตาม รายงาน Flows & Liquidity ของ J.P. Morgan ณ วันที่ 29 ก.ค. 2026 ระบุว่า การลดสถานะ Leverage เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด ส่งผลให้ความเสี่ยงจากแรงขายบังคับในระยะถัดไปมีแนวโน้มลดลง รายงานดังกล่าวประเมินสถานะของนักลงทุนหลายกลุ่มร่วมกัน ทั้ง Hedge Fund กองทุน CTA ที่ซื้อขายตามแนวโน้มราคา กองทุน Risk Parity ตลาด Options กองทุน Leveraged ETF และบัญชี Margin จึงสะท้อนภาพการลดความเสี่ยงของตลาดได้ครอบคลุมกว่าการพิจารณาเงินไหลเข้าออกของกองทุนประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลในรายงานชี้ว่า Hedge Fund ได้ลดทั้งสถานะซื้อและระดับ Leverage ที่เคยเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.ไปมากแล้ว ทำให้สัดส่วนการลงทุนสุทธิในหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กองทุน CTA ก็ลดสถานะใน Nasdaq รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น หลังแรงส่งของราคาหุ้นอ่อนตัวลงพร้อมกัน ด้านกองทุน Risk Parity ได้ลด Leverage กลับมาใกล้ระดับปกติ ส่วนการซื้อ Call Option ของนักลงทุนรายย่อยก็ลดลงจากระดับร้อนแรงในช่วงต้นเดือนมิ.ย. ปัจจัยที่ยังต้องติดตามจึงเหลือบัญชี Margin ของนักลงทุนสหรัฐ ซึ่งต้องรอข้อมูลเดือนก.ค.เพื่อยืนยันว่าการลดสถานะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด
Leveraged ETF ไม่ใช่แรงกดดันขนาดเดิม
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดมาจาก Leveraged ETF ซึ่งออกแบบให้สร้างผลตอบแทนเป็นสองหรือสามเท่าของสินทรัพย์อ้างอิง โดย J.P. Morgan ประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินทรัพย์ในกองทุนกลุ่มนี้ช่วงเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.ถูกลดลงไปแล้วราว 85% สำหรับตลาดโดยรวมและหุ้นชิปที่ไม่รวมกลุ่ม Memory ขณะที่กองทุนที่อ้างอิงหุ้น Memory ถูกลดลงไปราว 55%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้แรงขายเชิงเทคนิคอาจยังไม่หมดไปทั้งหมด แต่ขนาดของแรงกดดันลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่ตลาดเริ่มลดความเสี่ยง จึงมีโอกาสน้อยลงที่ Leveraged ETF จะเป็นปัจจัยหลักในการขยายความผันผวนของตลาดในระดับเดียวกับช่วงก่อนหน้า
พื้นฐานของหุ้นกลุ่ม AI ยังไม่เปลี่ยนทิศ
แม้ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI จะลดลงแรง แต่พื้นฐานของอุตสาหกรรมยังไม่ได้เปลี่ยนทิศตามราคาหุ้น โดยราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND ยังคงเพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาหุ้นของผู้ผลิตชิป Memory ที่อ่อนตัวลง ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่าแรงขายที่ผ่านมาเกิดจากการลดสถานะการลงทุนเป็นสำคัญ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน งบลงทุนรวมของ Google, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle ในปี 2026 ถูกประเมินไว้ราว 770.1 พันล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็นประมาณ 1,001 พันล้านดอลลาร์ในปี 2027 เงินลงทุนระดับนี้ยังคงสนับสนุนความต้องการศูนย์ข้อมูล หน่วยประมวลผลกราฟิก ระบบเครือข่าย และชิปหน่วยความจำอย่างต่อเนื่อง
อีกปัจจัยที่ควรติดตามคือ ราคาเช่ากำลังประมวลผลจากชิป NVIDIA H100 และ H200 ซึ่งเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2025 หากราคาเช่ากำลังประมวลผลไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลจะมีโอกาสสร้างรายได้เพื่อรองรับค่าเสื่อมราคาและต้นทุนเงินทุนได้ดีขึ้น
ปัจจัยนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้และกระแสเงินสดได้รวดเร็วเพียงใด จากนี้ตลาดจึงมีแนวโน้มแยกบริษัทที่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้จริง ออกจากบริษัทที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวจากความคาดหวังเป็นหลักมากขึ้น
เศรษฐกิจสหรัฐยังรองรับการลงทุน ขณะที่เกาหลีใต้เริ่มน่าสนใจหลังแรงขายลดลง
เศรษฐกิจสหรัฐยังช่วยรองรับวัฏจักรการลงทุนด้าน AI แม้ GDP ไตรมาส 2 ปี 2026 ขยายตัว 1.5% เมื่อคิดเป็นอัตรารายปี ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 2.0% แต่การบริโภคส่วนบุคคลยังโต 3.2% ขณะที่ ดัชนี Composite PMI เดือนก.ค.เพิ่มเป็น 53.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบแปดเดือน ภาพดังกล่าวยังไม่สะท้อนความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะใกล้ บริษัทขนาดใหญ่จึงยังมีพื้นที่เดินหน้าแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูล แม้ตลาดจะตรวจสอบความคุ้มค่าของเงินลงทุนมากขึ้น
เกาหลีใต้เป็นตลาดที่สะท้อนการลดความเสี่ยงได้ชัดเจน โดยมูลค่าทรัพย์สินของ Leveraged ETF ที่อ้างอิงตลาดเกาหลีลดจากประมาณ 50 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิ.ย. เหลือราว 17 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราส่วน Long/Short ของ Hedge Fund ลดจาก 5.7 เท่า เหลือ 3.2 เท่า ณ วันที่ 27 ก.ค. 2026 สะท้อนว่าการลดสถานะเกิดขึ้นไปมากแล้ว และแรงขายทางเทคนิคมีแนวโน้มลดลงจากช่วงก่อนหน้า
เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานรองรับ
การลดสถานะ Leverage อย่างรวดเร็วทำให้แรงขายจาก Leveraged ETF และการขายบังคับ หรือ Force Sell ซึ่งเคยขยายความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีมีขนาดเล็กลง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากแรงขายที่ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นฐานธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม หุ้นเทคโนโลยีอาจไม่ได้ฟื้นตัวพร้อมกันทั้งหมด เห็นได้จากบางบริษัทที่รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 เติบโตสูง แต่ราคาหุ้นกลับอ่อนตัว เพราะแนวโน้มรายได้ไตรมาสถัดไปต่ำกว่าความคาดหวังที่สะท้อนอยู่ในราคา ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ตลาดให้น้ำหนักกับความต่อเนื่องของการเติบโตและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนในอนาคตมากกว่าผลประกอบการปัจจุบันเพียงอย่างเดียว
ธีม AI Infrastructure, Semiconductor และ Memory ยังมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล ความต้องการกำลังประมวลผล และการใช้หน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการซื้อหุ้นทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ไปสู่การคัดเลือกบริษัทที่มีรายได้ชัดเจน มีอัตรากำไรที่เหมาะสม และสามารถเปลี่ยนเงินลงทุนเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริง โอกาสในรอบถัดไปจึงมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในหุ้นคุณภาพ มากกว่ากระจายไปทั่วทั้งกลุ่มเทคโนโลยี



