มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ใช่เพราะไม่รู้ทาง แต่เพราะทุกครั้งที่ใกล้ถึงเป้าหมาย ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนทิศอยู่เสมอ
เงินเยนญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นและสหรัฐร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งสองประเทศต้องการให้เงินเยนแข็งค่า สวนทางกับการอ่อนค่าต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ
เงินเยนกำลังจะไปทางไหน ควรแข็งหรืออ่อน นักลงทุนต้องรู้ให้ทันทิศทางการเดินทางและจุดหมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงของโลกการเงินในอนาคต
จุดเริ่มต้นการเดินทางของเงินเยนคือนโยบายอ่อนค่า 360 เยนต่อดอลลาร์ในปี 1949
เงินเยนตั้งต้นบนจุดที่อ่อนค่าผิดปรกติจากนโยบาย Dodge Line ของสหรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความตั้งใจเพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นมีแต้มต่อด้านการส่งออก รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผูกค่าเงินไว้กว่า 22 ปี เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 9% กลายเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกภายในสองทศวรรษ
จุดเปลี่ยนช่วงแรกมาจากฝั่งสหรัฐ เมื่อประธานาธิบดี Nixon ประกาศเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971
ทุกสกุลเงินหลักเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และเยนเดินทางสู่เส้นทางแข็งค่าเป็นครั้งแรก
เมื่อเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1980 Paul Volcker ประธาน Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เยนหยุดการแข็งค่าไว้ที่กรอบ 200-250 เยน แต่ระดับนี้ยังสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ดี สหรัฐขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนแรงกดดันทางการเมืองก่อตัวขึ้น
จุดเปลี่ยนที่สองเกิดขึ้นปี 1985 เมื่อรัฐมนตรีคลังห้าประเทศใหญ่ทำข้อตกลง Plaza Accord
กลุ่ม G5 นัดพบกันที่โรงแรม Plaza ในนิวยอร์ก แทรกแซงตลาดกดดอลลาร์ให้อ่อนลง เงินเยนแข็งค่าไปสู่กรอบ 150-160 เยนตั้งแต่ 12 เดือนแรก และแข็งต่อไปแตะ 120 เยนในปี 1987
ฝั่งญี่ปุ่นเมื่อเจอค่าเงินแข็งเร็ว BOJ ตอบสนองด้วยการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2% เพื่อชะลอปัญหา แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ
ความผันผวนเกิดขึ้นอีกครั้งปี 1989 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 6% ภายในปีเดียวเพื่อสยบฟองสบู่
ตลาดหุ้นร่วงหนัก อสังหาฯ ปรับฐาน หนี้เสียพุ่ง เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดพร้อมความซบเซา แต่แทนที่เยนจะอ่อนจากปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง กลับเป็นวิกฤติละตินอเมริกาช่วงปี 1994-1995 ที่ลามมาถึงสหรัฐ ทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยรับมือ ดอลลาร์อ่อน เยนแข็งไปแตะ 79 เยน/ดอลลาร์ นำไปสู่การแทรกแซงจากกลุ่ม G7 พร้อมกับ BOJ ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.5%
แม้ดอลลาร์/เยนจะอ่อนกลับไปกรอบ 100-125 แต่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นประเทศใหญ่แรกที่ใช้ดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% เป็นจุดกำเนิดของยุคกู้เยนไปลงทุนต่างประเทศ (Yen Carry Trade) ที่อยู่กับโลกการเงินมาถึงปัจจุบัน
เรื่องราวดูเหมือนจะจบ แต่วิกฤติค่าเงินเอเชียปี 1997 ทำให้เยนอ่อนทะลุ 147 เยน/ดอลลาร์
สหรัฐและญี่ปุ่นต้องร่วมมือแทรกแซง แม้สำเร็จช่วงแรก แต่เมื่อวิกฤตลุกลาม นักลงทุนทั่วโลกปิดสถานะ carry trade พร้อมกัน ส่งผลให้เงินเยนเข้าโหมดแข็งค่าเกินไปอีก จนปี 2001 BOJ คิดค้นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นประเทศแรกของโลก ทำให้เยนอ่อนกลับขึ้นไปในกรอบ 105-135 เยน
จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดจากวิกฤตการเงินโลกและสึนามิ เมื่อเยนเริ่มมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก
ปี 2008 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Fed ลดดอกเบี้ยและทำ QE ทำให้เยนแข็งจาก 110 ลงไป 80 เยน ซ้ำเติมด้วยสึนามิปี 2011 เยนแข็งลงไปถึง 75 เยน/ดอลลาร์ จนกลุ่ม G7 ต้องแทรกแซงขายเยนอีกครั้ง นี่คือจุดที่ญี่ปุ่นตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้เยนแข็งค่าแบบนี้อีก
การเปลี่ยนเส้นทางสะท้อนชัดบน Abenomics ด้วยนโยบายศรสามดอก
ปี 2012 BOJ เริ่ม QE อัดฉีดสภาพคล่อง ตามด้วยดอกเบี้ยติดลบปี 2016 และควบคุมยีลด์ใกล้ศูนย์ (YCC) เยนเดินทางจาก 76 ไปสู่ 125 เยน/ดอลลาร์ ภายในสามปี เงินเฟ้อกลับมา ตลาดหุ้นขึ้น กำไรบริษัททำจุดสูงสุดใหม่ ทุกอย่างดีจนไม่มีเหตุผลที่จะหยุดการอ่อนค่าของเยน
จุดหักหัวเรือสุดท้ายคือปัจจุบัน ช่วงปี 2022-2026 Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว แต่ญี่ปุ่นตรึงดอกเบี้ยศูนย์ กว่าจะเริ่มขึ้นก็ช้าเกินไป จนเยนอ่อนไปถึง 164
ครั้งนี้ทางการญี่ปุ่นมองต่างจากเดิม เพราะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้น ฐานะการคลังถูกตั้งคำถาม และคู่แข่งอย่างจีนกับกระแสกีดกันการค้าทำให้โอกาสส่งออกไม่ดีเหมือนเก่า
มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมึนงงกับทิศทางที่เปลี่ยนไปมาของเงินเยนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก
แต่สิ่งที่ทุกคนต้องเห็นเหมือนกันคือ มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนกำลังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดทุน และใครที่วิเคราะห์ทิศทางเงินเยนได้ถูก จะเห็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญในอนาคตแน่นอน
เรือของโอดิสซิอุสกำลังเข้าใกล้ฝั่งอิธากาอีกครั้ง แต่จะถึงจริงหรือไม่ ต้องดูว่าลมที่พัดอยู่ตอนนี้เป็นลมส่งหรือลมหลอก แล้วมาคุยกันต่อในตอนหน้าครับ



