วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม 2569

Login
Login

สถานะ ‘เงินเยน’ พร้อมป่วนสินทรัพย์โลก

ความปั่นป่วนในตลาดเงินน่าจะเบาใจลงได้บ้างเพราะกระแสการปิดสถานะค่าเงินเยน หรือ Yen Carry Trade Unwind อาจไม่รุนแรงอย่างที่ตลาดแสดงความกังวล...

    ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนกังวลว่า “เงินเยน” จะแข็งค่าอย่างรวดเร็วหลังจาก “สหรัฐ” และ “ญี่ปุ่น” จับมือกันร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงครั้งประวัติศาสตร์ โดยปฏิบัติการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดในรอบ 40 ปี ใกล้ระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์ 
    การจับมือกันเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนของสหรัฐและญี่ปุ่นทำให้เงินเยน “แข็งค่า” อย่างรวดเร็วสู่ระดับ 155 เยนต่อดอลลาร์ จนตลาดแอบกังวลว่าถ้านักลงทุนทั่วโลกแห่กันปิดสถานะเงินเยนจากการทำ Carry Trade อาจสร้างความปั่นป่วนต่อสินทรัพย์การลงทุนทั่วโลกได้ แต่ดูเหมือนว่าพลังจากการแทรกแซงดังกล่าวหมดลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเงินเยนเองก็เริ่มอ่อนค่าลงเล็กน้อยจนขยับเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์

    ปัจจัยที่ทำให้พลังการแทรกแซงค่าเงินเยนหมดไปอย่างรวดเร็ว เชื่อกันว่าเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นที่ถ่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปัจจุบันอยู่ราว 3.5-3.75% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) อยู่ที่ 1% ประกอบกับภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นก็สูงเฉียด 240% ของจีดีพี เรียกได้ว่าสูงสุดในโลก ที่สำคัญตลาดยังกังวลต่อการทำนโยบายการคลังเชิงรุกของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าการแทรกแซงเงินเยนในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงการซื้อเวลาของทางการเท่านั้น

    อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่า ท้ายสุดรัฐบาลญี่ปุ่นอาจต้องหาวิธีการดูแลค่าเงินเยนเพิ่มเติม เพราะการปล่อยให้เงินเยนอ่อนค่าลงมากๆ จะซ้ำเติมค่าครองชีพ รวมไปถึงปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้านำเข้าที่สูง ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า พร้อมจะหามาตรการดูแลค่าเงินเยนเพิ่มเติม แม้แต่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังระบุว่า พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนอีกครั้งหากยังอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
    เรามองว่าความผันผวนในตลาดเงินโลกหลังจากนี้เป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนควรต้องติดตามใกล้ชิด เพราะหากเงินเยนยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องอาจเปิดทางให้รัฐบาลญี่ปุ่นหรือแม้แต่รัฐบาลสหรัฐเข้าดูแลค่าเงินอีกครั้ง และการเข้าดูแลครั้งใหม่นี้น่าจะเป็นมาตรการที่รุนแรงเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนโลกได้ทุกเมื่อ!