วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม 2569

Login
Login

อย่าให้การ 'ขาดดุลจีน' เป็นความเสียเปรียบถาวร

ตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับจีนกำลังส่งสัญญาณที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม เมื่อไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสมตลอด 10 ปี ระหว่างปี 2559-2568 สูงถึง 286,879 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9.61 ล้านล้านบาท

    และหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ ยอดขาดดุลสะสมปี 2569 อาจเพิ่มเป็นกว่า 12 ล้านล้านบาท นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือสถิติทางการค้า แต่สะท้อนความไม่สมดุลหลายเรื่องที่กำลังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งจากการนำเข้าสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน รวมถึงการมาของทุนจีนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจากประเทศต้นทางมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
    โจทย์จึงไม่ใช่การปิดประตู หรือกีดกันสินค้าจีน เพราะถ้าเรามองโลกในความเป็นจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่า จีน คือ ตลาดสำคัญ แหล่งทุน และส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตที่ไทยไม่อาจตัดขาดได้ แต่ไทยต้องเปลี่ยนจาก “เปิดรับ” เป็นการ “เปิดรับอย่างมียุทธศาสตร์” รัฐต้องใช้การเจรจาต่อรองให้เกิดประโยชน์สองฝ่ายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการผลักดันให้บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มการใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนในประเทศ สร้าง Local Content และพัฒนาซัปพลายเออร์ไทย ไม่ใช่เพียงนำเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากจีนเข้ามาประกอบในไทยแล้วส่งออกกลับออกไป

    สิ่งที่ควรต้องทำควบคู่กัน คือ ไทยต้องยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การทุ่มตลาด สินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงธุรกิจนอมินีและปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับ “ทุนจีน” ที่ผิดปกติ ให้จริงจัง เพราะหากปล่อยให้การแข่งขันเกิดขึ้นบนกติกาที่ไม่เท่าเทียม ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีจะเป็นฝ่ายรับภาระระยะยาว กลับกันไทยเองก็ควรต้องมี “ข้อเสนอ” ที่ทำให้จีนเห็นว่าการสร้างสมดุลการค้าเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การตั้งกำแพงการค้า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำจึงไม่ใช่เพียงตั้งเป้าว่า “ลดการขาดดุล” แต่ต้องสร้างยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยต่อจีนในระยะยาวให้ชัดเจนว่า ไทยจะรับอะไรจากจีน และจีนต้องสร้างอะไรกลับคืนให้ไทย

    การลงทุนต้องนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างซัปพลายเชนในประเทศ การจ้างงาน การใช้ Local Content และการเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการไทย ไทย กับ จีนอาจต้องเจอกันครึ่งทางบ้าง ขณะเดียวกันไทยต้องเร่งยกระดับความสามารถของผู้ผลิตบ้านเราให้แข่งขันได้ ไม่ใช่หวังพึ่งมาตรการปกป้องตลาดเพียงด้านเดียว ไทยกับจีนยังจำเป็นต้องเดินหน้าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่อไป แต่ต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” ไม่ใช่การเปิดตลาดฝ่ายเดียวจนความได้เปรียบทางการค้ากลายเป็นความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างของไทยแบบถาวร