วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม 2569

Login
Login

กู้สะดวกไม่ใช่ใบเบิกทางสู่การเบี้ยวหนี้

ความตื่นตัวในการสมัครขอสินเชื่อดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็วเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่ากังวลและต้องเร่งเตือนสติคนไทยคือ ทัศนคติที่มองว่าการกู้ยืมผ่านช่องทางออนไลน์คือ “ช่องว่าง” ที่จะสามารถเลี่ยงความรับผิดชอบหรือ “เบี้ยวหนี้” ได้โดยไม่มีผลกระทบ

กระแสบนโลกออนไลน์ที่มีผู้โพสต์ประกาศจะ “บิด” หรือไม่ชำระคืนเงินกู้หลังได้รับอนุมัติสินเชื่อ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่หย่อนยาน แต่ยังแสดงถึงความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงต่อระบบการเงิน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า ทุกพฤติกรรมบนโลกดิจิทัลล้วนทิ้ง “รอยเท้าดิจิทัล” ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เสมอ การกระทำด้วยความคึกคะนองหรือเจตนาเอาเปรียบระบบ ไม่ได้ส่งผลเสียต่อเจ้าหนี้เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการทำลายทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งมีที่มาจากเงินฝากของประชาชนและภาษีของคนในชาติ

เส้นทางจาก “หนี้เสีย” สู่ “คดีความ” คือความจริงที่โหดร้าย ข้อมูลจากเครดิตบูโรชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้ถึง 1.1 ล้านคน หรือกว่า 1.85 ล้านบัญชี ที่ก้าวข้ามคำว่าหนี้เสียไปสู่จุดที่อันตรายกว่า คือการถูกฟ้องร้องและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย มูลหนี้รวมกว่า 5.8 แสนล้านบาทนี้ กำลังเผชิญกับสถานะ “รหัส Code 30” ซึ่งหมายถึงการถูกศาลสั่งรับฟ้องและเข้าสู่ขั้นตอนบังคับคดี

การเป็นหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะกระบวนการนี้อาจยืดเยื้อและผูกพันชีวิตลูกหนี้นานถึง 10 ปี 

นอกจากมูลหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้คือ ต้นทุนชีวิต ทั้งกำลังใจ กำลังกาย ความสัมพันธ์ในครอบครัว และคุณภาพชีวิตที่อาจพังทลายลงเพียงเพราะการตัดสินใจผิดพลาดหรือความคึกคะนองในชั่วขณะ แม้แต่กลุ่มที่มีหนี้ไม่เกินหนึ่งแสนบาท ก็พบว่ามีถึง 4.1 แสนคนที่กำลังถูกดำเนินคดี สะท้อนว่ายอดหนี้จำนวนไม่มากก็สามารถเปลี่ยนชีวิตให้กลายเป็นฝันร้ายทางกฎหมายได้

ผู้บริโภคจำเป็นต้องมี “ความรู้เท่าทันทางการเงิน”  และมีสติในทุกขั้นตอนของการใช้บริการ แม้ระบบธนาคารจะพยายามใช้ข้อมูลทางเลือก เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบเดิมได้รับสินเชื่อมากขึ้น แต่นั่นต้องตั้งอยู่บนหลักการ “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” ทั้งจากฝั่งผู้ให้กู้และผู้กู้เอง สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน การเลือกที่จะ “เงียบ” หรือหนีหน้าไม่ใช่ทางออก การเร่งพูดคุยกับเจ้าหนี้เพื่อหาทางปรับโครงสร้างหนี้ หรือการขอคำปรึกษาผ่านช่องทางของผู้กำกับดูแลอย่างศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (1213) คือทางออกที่ควรทำก่อนที่ปัญหาจะลามไปสู่การฟ้องร้อง

บทเรียนจากดราม่า CLICX และตัวเลขหนี้เสียที่พุ่งสูงเป็นคดีความในปัจจุบัน คือเครื่องเตือนใจว่า เงินกู้ไม่ใช่เงินฟรี และความสะดวกในวันนี้อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งในวันหน้าหากไร้วินัย การสร้างหนี้ควรทำเพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นอย่างมีสติ เพราะในโลกดิจิทัลที่ทุกอย่างถูกบันทึกไว้ การเบี้ยวหนี้ไม่มีคำว่าฟรี และราคาที่ต้องจ่ายอาจหมายถึงอิสรภาพทางการเงินตลอดทั้งชีวิต