แม้แต่ “ซีอีโอ” ของ แบงก์กสิกรไทย “ขัตติยา อินทรวิชัย” ยังเอ่ยปากแสดงความเป็นห่วงถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ดูรุนแรงมากขึ้น พร้อมเตือนว่าหากภาคธุรกิจยังใช้ “ท่าเดิม” ในการทำธุรกิจท่ามกลางความผันผวนโลกที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นอาจเดินไปสู่ “ภาวะล้มละลาย” ได้
คำถามคือวิกฤติรอบนี้เกิดจากอะไร “วีรชัย มั่นสินธร” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) มองว่ามาจากแรงกดดันหลัก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากสินค้านำเข้าโดยเฉพาะจากจีน รวมไปถึงเทคโนโลยีการผลิตที่ล้าหลัง
...แต่ที่น่าห่วงสุด คือ กลุ่มเอสเอ็มอี มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะเข้าถึงแหล่งทุนยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อธนาคารมองว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีเหล่านี้ลดลง ซึ่งก็สะท้อนผ่านสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบที่ติดลบต่อกันถึง 15 ไตรมาส
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ยอดเลิกจ้างในระบบประกันสังคมปี 2568 พุ่งสูงถึง 5.3 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ...คำถามคือ การลงทุนใหม่ที่เราคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซนเตอร์ กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือแม้แต่ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) จะเพิ่มการจ้างงานใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน คำตอบจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชัดเจนว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้คนน้อยจึงไม่สามารถชดเชยการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมเดิมได้ทั้งหมด ในมุมของแรงงานเองจึงต้องคิดใหม่รีสกิลตัวเองด้วยเช่นกัน
เรามองว่าโจทย์ของเศรษฐกิจไทยเวลานี้ คือ การหาน่านน้ำใหม่ ภาคธุรกิจต้องผ่าตัดโมเดลธุรกิจเดิม เราเห็นด้วยกับมุมมองของ “ขัตติยา” เพราะเราไม่สามารถเดินด้วยท่าเดิมได้อีกต่อไป และเราก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของ “วีรชัย” ที่มองว่า ไทยต้องเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตแบบ OEM ที่เน้นแข่งด้วยปริมาณและราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งเจาะตลาดเฉพาะที่เน้นนวัตกรรมและมาตรฐานสูง ที่สำคัญภาครัฐจำเป็นต้องเข้าดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง ปรับโมเดลการทำธุรกิจผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของโลก เติมสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่พอจะมีศักยภาพ ไม่ใช่แค่ประคองหนี้ไปวันๆ ขณะที่แรงงานเองก็ต้องปรับทักษะใหม่
วิกฤติโรงงานปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าโลกธุรกิจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การอยู่รอดจึงไม่ใช่แค่การประคองตัวรอวันเศรษฐกิจฟื้น แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง หากภาคการผลิตและแรงงานไทยยังไม่เร่งปรับตัวเข้ากับเมกะเทรนด์ของโลก ตัวเลขการปิดโรงงานคงไม่ได้มีเพียงแค่นี้แน่นอน!



