ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย การกลับมาถล่มกันใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทั้งยังมีสัญญาณว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังขยายวงกว้างออกไปสู่ระดับที่ไม่อาจควบคุมได้ง่ายอีกต่อไป
ทั้งหมดนี้คือ “สัญญาณเตือนภัย” ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปราะบางอย่างยิ่ง สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐ และซาอุดีอาระเบียร่วมมือกันถล่มกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ขณะที่โดรนปริศนาเริ่มเล่นงานท่าเรือในอียิปต์แถบเมดิเตอร์เรเนียน
ความขัดแย้งที่ลุกลามนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานขึ้นกว่า 8% ยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันเดียว สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ พายุราคาพลังงานรอบใหม่นี้กำลังกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติม “เงินเฟ้อ” และต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ในเดือนมิ.ย. 2569 หดตัวลง 3.10% โดยมีอุตสาหกรรมยานยนต์และโรงกลั่นน้ำมันเป็นตัวฉุดหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 87-90% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้กลายเป็นกำแพงสูงที่สกัดกั้นการเติบโตของยอดขายรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ
ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก สศอ. ประเมินว่าหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น 100% ไปแตะระดับ 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมของไทยลดลงถึง 0.88% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 42,200 ล้านบาท โดยมี 8 อุตสาหกรรมหลัก เช่น ปิโตรเคมี ยานยนต์ และเกษตรแปรรูป ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ความเสี่ยงจากภายนอกเหล่านี้กำลังถาโถมใส่เศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะการฟื้นตัวแบบ “K-Shaped” อย่างรุนแรง อีกหนึ่งข้อที่ต้องพิจารณาคือ ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ คุณภาพการศึกษา และขีดความสามารถในการแข่งขัน หน่วยงานภาครัฐต้องประสานงานกันเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดัชนีอุตสาหกรรมและศักยภาพการผลิตให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน
สงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ “ความแข็งแกร่งภายใน” เป็นสิ่งที่เราสร้างได้ ถึงเวลาต้องทำเศรษฐกิจไทยฐานรากให้เข้มแข็ง บทบาทของผู้นำทางนโยบายในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฝ้ามองตัวเลขในกระดาษ แต่คือการ “ยื่นมือติดดิน” เข้าไปสัมผัสและแก้ไขปัญหาในระดับฐานราก ก่อนที่พายุจากตะวันออกกลางจะโหมกระหน่ำจนเศรษฐกิจไทยเกินเยียวยา


