ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนัก แม้ผลประกอบการของหลายบริษัทจะเติบโตแข็งแกร่ง เช่น Samsung ที่กำไรเพิ่มขึ้นถึง 1,800% (yoy) แต่ราคาหุ้นกลับลดลงเกือบ 7% ความย้อนแย้งนี้สะท้อน ข้อสงสัยของนักลงทุนว่า เรากำลังอยู่ในช่วงนวัตกรรมเปลี่ยนโลก หรือกำลังอยู่ในฟองสบู่ที่รอวันแตก
จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยส่วนใหญ่อาจสร้างความสบายใจให้กับนักลงทุนได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอม ในยุคนั้นบริษัทเทคโนโลยียังไม่มีรายได้ นักลงทุนซื้อความคาดหวังว่าบริษัทจะมีผลกำไร แต่ในยุคปัจจุบัน AI ถูกขับเคลื่อนและลงทุนโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีกำไรจริงรองรับ ดังนั้น ปัญหาสำคัญอยู่ที่ “ความคุ้มค่าของการลงทุน” มากกว่า
ตั้งแต่ปี 2566-2569 เงินลงทุนสะสมด้านเทคโนโลยีด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากคิดผลตอบแทนตามมาตรฐานทั่วไปที่ระดับ 10% ต่อปี บริษัทจะต้องสร้างกำไรใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เพื่อให้คุ้มทุน ซึ่งเทียบเท่ากับการที่บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องมีกำไรสุทธิเพิ่มรวม 43% จากฐานเดิม ยิ่งไปกว่านั้น Moody’s ได้รายงานถึงภาระสัญญาเช่าศูนย์ข้อมูลนอกงบดุลของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อีกกว่า 6.62 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ปรากฏในตัวเลขรายงายลงทุนที่นักวิเคราะห์ใช้ประเมินกันทั่วไป ส่วน J.P. Morgan ตั้งข้อสังเกตว่าสัดส่วนเงินลงทุน AI ต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทคลาวด์รายใหญ่สูงถึง 93% ในปี 2569 ทำให้บริษัทเหล่านี้แทบไม่เหลือกระแสเงินสดส่วนเกินไว้ทำอย่างอื่น
เมื่อพิจารณาจากภาระผูกพันทางการเงินทั้งในงบดุลและที่อยู่นอกงบดุล รวมถึงการที่กระแสเงินสดเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่การหว่านแห แต่ต้องเป็นการลงทุน “เลือกผู้ชนะที่มีประสิทธิภาพ” ดังนี้
1. กลุ่มต้นน้ำที่ได้เปรียบ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทาน ในฐานะผู้ขายจอบและเสียม กลุ่มนี้คือผู้ได้รับเงินสดจากยอดสั่งซื้อทันที มีอำนาจต่อรองราคา และที่สำคัญกลุ่มนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ ตราบใดที่การลงทุนในเทคโนโลยียังไม่ลดลง กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ทำกำไรได้ชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องรอให้ AI ของผู้ใช้อื่นประสบความสำเร็จ
2. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ได้แก่ กองทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (Data Center REITs) และกลุ่มสาธารณูปโภค ที่เป็นคู่สัญญาเช่าระยะยาวให้กับบริษัทใหญ่คลาวด์ ซึ่งให้รายได้ที่มั่นคงและมีความผันผวนต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโดยตร
3. เลือกเฉพาะบริษัทที่สามารถ “ทำกำไรตัวจริง” ได้แก่ การลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มฐานลูกค้ารองรับ มีความมั่นคงสูง และมีกระแสเงินสดอิสระเพียงพอ โดยควรหลีกเลี่ยงบบริษัทที่เน้นแต่ การลงทุนในฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน ยังสามารถเลือกลงทุนกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีแต่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้หลักจากบริการซอฟต์แวร์ (Software/SaaS) หรือโฆษณา เนื่องจากกลุ่มนี้ มีความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานสูงกว่า และสามารถเปลี่ยนฐานลูกค้าเดิมให้เป็นรายได้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการลงทุนในฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม
การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยุคปี 2569 ไม่ใช่แค่การเกาะกระแสเทคโนโลยีที่มาแรงที่สุด แต่คือการมองหาบริษัทที่บริหารเงินเป็น สามารถสร้างรายได้ได้ทันที และมีความยืดหยุ่นทางการเงิน ซึ่งการปรับพอร์ตการลงทุนเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น จึงเป็นทางเลือกของการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับพอร์ตการลงทุนโดยไม่ตกกระแส ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถลงทุนโดยตรง หรือสามารถเลือกลงทุนผ่านบริษัทจัดการกองทุนที่มีความชำนาญและประสบการณ์ในการลงทุน สามารถปรับ กลยุทธ์การลงทุนได้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ โดยขอคำแนะนำผ่านผู้แนะนำการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน


