ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โลกการเงินมักมองคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเพียง “สินทรัพย์ทางเลือก” สำหรับนักลงทุนกลุ่มเฉพาะ เป็นพื้นที่แห่งความผันผวนและการเก็งกำไรของผู้ใช้รายย่อย แต่หากเราติดตามข้อมูลเชิงลึกและทิศทางการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินทั่วโลกในเวลานี้ เราจะพบว่าอุตสาหกรรม Web3 กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงระบบนิเวศปิดอีกต่อไป แต่กำลังหลอมรวมและกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (New Infrastructure) ที่ขับเคลื่อนระบบการเงินโลก
จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมโดย Binance Research ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมของผู้ใช้งานทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เรากำลังเห็นภาพ "การบรรจบกันของ DeFi (การเงินไร้ศูนย์กลาง), CeFi (การเงินคริปโตแบบรวมศูนย์) และ TradFi (การเงินดั้งเดิม)" โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่าง Stablecoins และการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปของโทเคนดิจิทัล (Real World Assets: RWA) เป็นสะพานเชื่อมที่ดึงดูดเม็ดเงินจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบบล็อกเชน
ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ วิวัฒนาการของ Stablecoins ที่ได้เปลี่ยนผ่านเชิงอัตลักษณ์ จากเดิมที่เป็นเพียง ‘ที่พักเงินชั่วคราว’ เพื่อรอจังหวะเทรดคริปโต ไปสู่การเป็น ‘บัญชีเงินฝากดิจิทัลระดับโลก’ และ ‘ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไร้รอยต่อ’
รายงานวิจัยฉบับล่าสุดในหัวข้อ Stablecoins: Transforming The Financial Landscape ระบุว่า ปัจจุบัน 30% ของผู้ใช้งาน Binance เลือกถือ Stablecoin เป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 2020 ที่มีเพียง 4% เท่านั้น พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้มอง Stablecoin เป็นเครื่องมือเก็งกำไร แต่ใช้มันเป็นเครื่องมือในการ “ออมเงิน” และ “ปกป้องมูลค่าทรัพย์สิน” โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาหรือภูมิภาคที่เผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและค่าเงินท้องถิ่นผันผวน ซึ่งผู้คนยอมจ่ายส่วนต่าง (Premium) สูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนทางการถึง 62% เพื่อเข้าถึงดิจิทัลดอลลาร์ที่ไร้พรมแดน
ยิ่งไปกว่านั้น การฝาก Stablecoin บนบล็อกเชนยังสร้างผลตอบแทนแบบ On-chain Yield ที่เฉลี่ย 2% - 4% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดั้งเดิมของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในหลายประเทศ สิ่งนี้ทำให้การเงินระดับสากลที่เคยถูกจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนที่มีบัญชีธนาคารต่างประเทศหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ถูกกระจายอำนาจออกไปให้ทุกคนในโลกเข้าถึงได้เริ่มต้นด้วยเงินเพียงไม่กี่เซนต์
แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการหลั่งไหลเข้ามาของโลกการเงินดั้งเดิมผ่านช่องทาง TradFi-linked Perpetuals (TradFi-Perps) หรือการซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ที่ผูกกับสินทรัพย์และดัชนีหุ้นดั้งเดิม โดยใช้ Stablecoin เป็นสินทรัพย์ในการชำระราคา (Settlement) ซึ่งในเวลาเพียงไม่กี่เดือน วอลลุ่มการซื้อขาย TradFi-Perps ทั่วโลกได้พุ่งทะยานสะสมผ่านหลัก 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว คิดเป็นสัดส่วนราว 11% ของปริมาณการซื้อขาย Perpetual ทั้งหมด
นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าบล็อกเชนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่ตลาดการเงินที่ไม่เคยหลับใหล (Money That Never Sleeps) ในขณะที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมปิดทำการในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่บนโลกบล็อกเชนกลับมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่าน Stablecoin ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สูงถึง 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นสเกลที่เทียบเท่ากับปริมาณธุรกรรมของเครือข่ายระดับโลกอย่าง Visa เลยทีเดียว
นอกจากนี้ เทคโนโลยีบล็อกเชนยังกำลังปูทางไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตผ่านการชำระเงิน Agentic Payments ที่เปิดให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Agents) และระบบอัตโนมัติสามารถโอนเงินระหว่างกันเพื่อซื้อขายข้อมูลหรือประมวลผล โดยมีค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมเพียง 0.34 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นธุรกรรมขนาดเล็กมาก (Microtransactions) ที่ระบบธนาคารแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้เนื่องจากต้นทุนและค่าธรรมเนียมขั้นต่ำที่สูงเกินไป
ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการเปิดรับและปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีทางการเงินที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก การทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงเป็นก้าวสำคัญสำหรับระบบนิเวศการเงินไทย ในฐานะผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมนี้ เรามองเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมควบคู่ไปกับความปลอดภัย ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยีการประมวลผล ตลอดจนระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้บริการชาวไทยจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางการเงินระดับโลกได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัยที่สุด
คำถามที่แท้จริงสำหรับหน่วยงานภาครัฐในวันนี้ ไม่ใช่คำถามที่ว่า “คริปโทเคอร์เรนซีจะอยู่รอดหรือไม่” อีกต่อไปแล้ว แต่คือคำถามที่ว่า “เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อนำประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด และมีต้นทุนต่ำนี้ มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกได้อย่างไร”
เพราะโลกการเงินยุคใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมันกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะทำเพียงแค่ยืนมอง


