ในโลกการลงทุน นักลงทุนอาจต้องย่อยข่าวต่าง ๆ ก่อนที่จะลงทุน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมองผิวเผินคือขนมหวานชิ้นโต แต่กัดลึกเข้าไปจะพบว่าข้างในเคลือบยาขมไว้พอสมควร
เริ่มจากรสหวาน ดัชนีราคาผู้บริโภค (Headline CPI) เพิ่มขึ้น 3.5% ต่อปี ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 3.8% และชะลอจาก 4.2% เดือนก่อน หากเทียบรายเดือนลดลง 0.4%ต่อเดือน ขณะที่ Core CPI อยู่ที่ 2.6%ต่อปี ต่ำกว่าคาดที่ 2.8% ต่ำกว่าคาดเช่นกัน เมื่อรวมกับ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ชะลอในทิศทางเดียวกัน ก็ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการขึ้นดอกเบี้ยปลายเดือนกรกฎาคมลงมาก
ความหวานยังต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจจริง ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนขยายตัว 0.2%ต่อเดือน ตามคาด ขณะที่เมื่อเทียบรายปีขยายตัว 6.7% แม้ชะลอจาก 7.3% ในเดือนก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง สะท้อนว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคยังขยายตัวได้
แต่ยาขมที่ซ่อนอยู่คือ ในสัปดาห์เดียวกันนั้น ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมาปะทุรุนแรง หลังสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมทางทะเลและโจมตีเป้าหมายทางทหารเพิ่มเติม ดันราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นสู่ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากราว 78 ดอลลาร์สัปดาห์ก่อน บ่งชี้ว่า ราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
InnovestX มองว่าระยะสั้นราคาน้ำมันยังมีโอกาสขึ้นต่อและอาจแตะ 100 ดอลลาร์ เพราะตราบใดที่ราคายังไม่สูงมาก ต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองของการยกระดับความขัดแย้งยังต่ำ แต่เมื่อราคาสูงจนต้นทุนมากกว่าผลได้เชิงยุทธศาสตร์ ก็จะบีบให้คู่ขัดแย้ง (สหรัฐและอิหร่าน) กลับสู่โต๊ะเจรจา การขึ้นของราคาน้ำมันระยะสั้นจึงยังไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การปรับประมาณการเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้ Fed ยังวางใจไม่ได้ว่าเงินเฟ้อที่ต่ำคาดรอบนี้จะไปต่ออย่างยั่งยืน และอาจส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะกระทบต่อทิศทางตลาดเงินตลาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยาขมอีกเม็ดมาจากจีน GDP ไตรมาส 2 ออกมาเพียง 4.3% ต่ำกว่าที่รัฐบาลจีนประเมินไว้ที่ 4.5-5% โดยเครื่องยนต์ที่ยังพยุงคือภาคส่งออก (+27.0%ต่อปี) และการผลิตภาคอุตสาหกรรม (+5.3%) ขณะที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอชัดเจน ทั้งยอดค้าปลีก (+1.0%) การลงทุนสินทรัพย์ถาวร (-9.0%) และการลงทุนภาคอสังหาฯ (-24.2%) เพิ่มแรงกดดันให้จีนส่งสัญญาณผ่อนคลายในการประชุม Politburo เดือนกรกฎาคม
InnovestX มองว่าโอกาสที่รัฐบาลจีนจะออกมาตรการขนาดใหญ่ค่อนข้างจำกัด เพราะค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกยังใกล้กรอบเป้าหมายทั้งปีราว 4.5-5.0% ประกอบกับข้อจำกัดด้านหนี้รัฐบาลท้องถิ่น จีนจึงน่าจะยังกระตุ้นแบบเฉพาะจุด
สำหรับไทย แรงหนุนภายในยังมีจริง การส่งออกเดือนมิถุนายนคาดว่ายังแข็งแกร่งจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวัฏจักรการลงทุนด้าน AI สอดคล้องกับจีนและเกาหลีใต้ ขณะที่ IMF จัดไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจากนั้น รัฐบาลยังสนับสนุนผ่านมาตรการเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการลดค่าไฟเหลือ 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรกเริ่มรอบบิลเดือนสิงหาคม และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวนำโดย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ที่รัฐช่วยค่าที่พัก 50% สูงสุด 3 พันบาท 5 แสนสิทธิ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตั้งแต้ต้นปีปรับขึ้น 30% นำโดยกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และกลุ่มธนาคาร
แต่ยาขมของไทยคือความเปราะบางต่อปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ โดยในช่วงต่อไป มีปัจจัยที่ต้องติดตามหลายประการ เช่น (1) พัฒนาการสงครามตะวันออกกลาง (2) การเจรจาภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 (3) ท่าทีธนาคารกลาง โดยเฉพาะ Fed และ(4) ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การประกาศงบไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ การอ่อนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มหน่วยความจำ รวมถึงทิศทางค่าเงินดอลลาร์และเยน เป็นต้น
ในส่วนของกลยุทธ์ InnovestX มองว่า ในระยะสั้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย มีโอกาสพักตัว แม้มีแรงหนุนจากการคลายกังวลนโยบายการเงินตึงตัว นโยบายการคลังเชิงรุกของไทย และการเก็งกำไรช่วงประกาศงบ 2Q69 แต่ยังมีปัจจัยค้าง (Overhang) ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันให้เกิดปัญหาห่วงโซ่การผลิตขาดแคลน (Supply Shortage) ความผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีโลก และการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กลยุทธ์จึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก
(1) Domestic Play เน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ อีกทั้งราคายัง Laggard ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL ADVANC TRUE MTC BEM
(2) New Normal Play ได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ GULF GPSC BGRIM WHA AMATA และ
(3) High Dividend Play เป็นหลุมหลบภัยช่วงตลาดผันผวนและสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ แบ่งเป็นหุ้นที่คาดว่าเงินปันผลระหว่างกาลน่าสนใจ (มากกว่า 2%) (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU และหุ้นที่เงินปันผลระยะยาวสูง (คาด >5% ต่อปี) ได้แก่ AP BBL FTREIT LHSC PTT
ด้านตราสารหนี้ เราแนะนำถือตราสารที่มีระยะเวลา (Duration) ไม่เกิน 7 ปี เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยข้างหน้ายังไม่แน่นอน ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะข้างหน้าแกว่งตัวผันผวนต่อไป
ขอให้นักลงทุนโชคดี
- รวมทุกช่องทาง INVX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/ INVX
- เปิดบัญชีลงทุน INVX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน โหลดเลย คลิก https:// INVX.onelink.me/23if/ek1n76zm
- ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก INVX คลิก : https://bit.ly/respublisher
# INVX # INVXResearch # INVXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ
*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้


