วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุด 6 ปี แค่ภาพลวงตา?

ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นข่าวดีสำหรับตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของคนไทยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)​ เปิดเผยออกมาว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2569 มีสัดส่วนเพียง 85.9% นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี

    แต่จากบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ​ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ระบุว่า ตัวเลขที่ลดลงเป็นผลที่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะครัวเรือนไทยแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามภาวะนี้กลับบ่งชี้ว่า ครัวเรือนไทยมีความเปราะบางที่สูงมากขึ้น 
    สาเหตุสำคัญอันดับแรกเลย คือ ความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก โดยพบว่ายอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวต่อเนื่องนานถึง 8 ไตรมาส ภาวะการเงินที่ตึงตัวนี้บีบให้ครัวเรือนบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดสภาพคล่อง ต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายกว่าแต่มีต้นทุนสูง เช่น โรงรับจำนำที่มียอดกู้ยืมพุ่งสูงถึง 18.3% และสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เติบโต 5.0% แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของหนี้ไม่ได้หายไป แต่กำลังเคลื่อนย้ายไปสู่แหล่งเงินกู้นอกกลุ่มสถาบันการเงินหลักที่มองเห็นได้ยากขึ้น

    ปัจจัยถัดมาที่ทำให้สัดส่วนหนี้ดู “ลดลงเร็ว” คือผลทางเทคนิคจากตัวหาร โดย Nominal GDP ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้(2.9% เทียบกับ 0.5%) การเติบโตของ GDP ในเชิงมูลค่านี้ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนั้นการลดลงของสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี จึงเป็นเพียงการปรับตัวในเชิงตัวเลข ขณะที่มูลค่าหนี้ที่แท้จริงยังคงเพิ่มขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน
    เมื่อพิจารณาสุขภาพทางการเงินในเชิงลึก SCB EIC พบสัญญาณอันตรายจากตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแอลง โดยอัตราการว่างงานโดยรวมเร่งขึ้นสู่ระดับ 1.0% ในเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยรวมโบนัสกลับมาหดตัวที่ -0.48% สภาวะรายได้ที่ฟื้นตัวช้าท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนที่มีหนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่มีสัดส่วนรายจ่ายรวมภาระหนี้สูงถึง 119% ของรายได้ สะท้อนภาวะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” อย่างรุนแรง

    ในระยะข้างหน้า แม้ SCB EIC จะประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2026 แต่โจทย์สำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนัก คือการทำให้ประชาชนสามารถลดหนี้ได้จากรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้นจริง หากสัดส่วนหนี้ที่ลดลงยังคงแลกมาด้วยการไหลเข้าสู่หนี้นอกระบบที่แพงกว่าและเสี่ยงกว่า ตัวเลขที่ดูดีในระบบสถาบันการเงินก็จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่ซ่อนระเบิดเวลาของปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางทางเศรษฐกิจไว้ลึกกว่าเดิม