บัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกอนุมัติโครงการเมื่อปี 2560 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยแรกเริ่มให้สิทธิผู้ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
แต่มีเงื่อนไขมีทรัพย์สินทางการเงินไม่เกิน 100,000 บาท เป็นเจ้าของบ้านไม่เกิน 25 ตร.ว.หรือคอนโดไม่เกิน 35 ตร.ม.มีที่ดินหรือที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ในช่วง 9 ปีงบประมาณ (2561-2569) ได้อนุมัติงบประมาณรวมแล้วกว่า 5.28 แสนล้านบาท
จุดเริ่มต้นของโครงการต้องการช่วยเหลือเป็นสวัสดิการให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยมีการกำหนดแนวทางในการพัฒนาอาชีพ รวมถึงการพัฒนาทักษะเพื่อให้พ้นจากความยากจน ซึ่งที่ผ่านมามอบหมายให้หลายหน่วยงานดำเนินการ เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการพัฒนาแรงงานนอกระบบที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการพัฒนาทักษะการเกษตรให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ปีแรกของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีผู้ถือบัตรในปีงบประมาณ 2561 รวม 14.61 ล้านคน ขณะที่ล่าสุดปีงบประมาณ 2569 มีผู้ถือบัตร 13.07 ล้านคน และการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 รอบล่าสุด 18.8 ล้านคน แต่เกณฑ์คุณสมบัติ 9.5 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรรายเดิม 7.2 ล้านคน และกลุ่มตกหล่นจากการสำรวจของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2.3 ล้านคน
ช่วงเริ่มต้นโครงการปี 2560 มีความเห็นหลายหน่วยงานที่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นการพัฒนาการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรเป็นมาตรการการช่วยเหลือผ่านระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Negative Income Tax) เพื่อจูงใจให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าระบบภาษี ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และทำฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่ปรับปรุงโดยอัตโนมัติในขั้นตอนการยื่นแบบแสดงรายการผู้เสียภาษี
ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้มีการตรวจสอบผู้มีสิทธิ์เป็นประจำทุกปี เพื่อให้การช่วยเหลือจากภาครัฐถูกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งความเข้าใจของสังคมลดน้ำหนักประเด็นการพัฒนาทักษะเพื่อพ้นจากความยากจนจึงไม่แปลกที่ในปี 2569 มีผู้ลงทะเบียนขอรับสิทธิถึง 18.8 ล้านคน จึงจำเป็นที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ประชาชนเพื่อให้พ้นจากสถานะผู้มีรายได้น้อยอย่างจริงจัง


