สวัสดีครับ
ปัจจุบันเราเห็นภาพผู้คนยกสมาร์ตโฟนขึ้นส่องคิวอาร์โค้ด หรือทำธุรกรรมการเงินต่างๆ จนชินตา ถือได้ว่าโลกการเงินของเราได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชี โอนเงิน ชำระค่าสินค้า หรือขอสินเชื่อ ทั้งหมดที่ว่ามา เราทำได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ใครเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อน” แต่คือ “ทุกคนเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่” ซึ่งจริงๆ แล้ว แนวคิดนี้ได้รับการผลักดันโดยองค์กรระหว่างประเทศด้านการพัฒนาการเงินและการเข้าถึงบริการทางการเงินมานาน โดยใช้ชื่อว่า “Safe and Inclusive Digital Finance” (SIDF) โดย SIDF นั้นมุ่งสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม โดย AI กำลังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นจริง
ในมุมสถาบันการเงิน เราจะเห็นการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความเสี่ยง หรือการช่วยให้ประชาชนที่เคยเข้าถึงบริการทางการเงินได้ยาก มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ อีกนัยหนึ่งคือการส่งเสริม Inclusive Finance นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ยิ่ง AI เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนภาคการเงินมากขึ้น ความท้าทายด้านความปลอดภัยก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย
ประเทศไทยได้รับการจัดเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตด้านการนำ AI มาใช้เร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก สะท้อนว่าคนไทยมีการใช้งานเทคโนโลยีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วคนไทยใช้ AI อย่างรู้เท่าทันหรือไม่ เพราะเรามักเห็นตามหน้าข่าวอยู่เสมอว่า ยิ่งธุรกรรมทางการเงิน สะดวก รวดเร็ว และไร้รอยต่อมากเท่าใด ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงทางดิจิทัล (Digital Fraud) ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ AI เช่น Deepfake และ AI Voice Cloning ในการหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินผ่านระบบ Mobile Banking
จากตัวเลขของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระหว่างต้นปีจนถึงช่วงกลางปี 2569 ความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์นั้นมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านบาท ซึ่งลักษณะของการฉ้อโกงในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตอย่างมาก จากการโจมตีระบบหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี สู่การโจมตี “คน” ผ่านวิธีการที่เรียกว่า “Social Engineering” หรือการหลอกลวงให้ผู้ใช้งานตัดสินใจโอนเงิน เปิดเผยข้อมูล หรือแม้แต่โดนหลอกให้เข้ามาลงทุน
มิจฉาชีพบางรายได้ใช้การหลอกลวงแบบผสมผสาน โดยผ่านโซเชียลมีเดียและกลุ่มไลน์ ชักชวนลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (Forex) หรือซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการรีวิวและแสดงผลตอบแทนปลอม จนมีเหยื่อผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก บางกรณีสร้างความเสียหายที่สูงถึงหลักหลายพันล้านบาท
นอกจากนี้ การฉ้อโกงในปัจจุบันมีลักษณะข้ามพรมแดน ใช้หลายแพลตฟอร์ม และอาศัยช่องว่างระหว่างกฎหมายหรือมาตรฐานของแต่ละประเทศในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เรียกได้ว่าเป็นการ “ต้มตุ๋น” แบบข้ามแดน จึงทำให้ภาคส่วนต่างๆ ต้องเร่งยกระดับความร่วมมือทั้งในมิติด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบข้ามแดนให้ทันท่วงทียิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
จากความท้าทายข้างต้น AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและป้องกันการฉ้อโกงอีกด้วย เพื่อทั้งสร้างสมดุลระหว่าง “ความสะดวก” และ “ความปลอดภัย” เนื่องจาก AI มีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับความผิดปกติ และแจ้งเตือนก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น อีกทั้งยังคงมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์เป็นปราการด่านสุดท้าย (Human in the Loop) คอยคัดกรองข้อมูลอีกหนึ่งชั้น เรียกว่าใช้ทั้ง “เครื่อง” ใช้ทั้ง “คน” เพื่อลดความผิดพลาดจากการประมวลผลของ AI และเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความเสียหายจากการทุจริต
ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงควรเร่งบูรณาการในการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการฉ้อโกง การแลกเปลี่ยนข่าวกรองด้านภัยคุกคาม และการพัฒนามาตรฐานร่วมในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้การตรวจจับและป้องกันภัยมิจฉาชีพมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถรับมือกับการฉ้อโกงที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนได้เพียงลำพัง การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างเหมาะสม ภายใต้หลักการกำกับดูแลข้อมูลและการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม จึงเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับความปลอดภัยของระบบการเงินดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการยังเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันการฉ้อโกงตั้งแต่ต้นทาง เพราะการมีระบบที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้หากผู้ใช้งานยังขาดความรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ โดยการส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล และการใช้งานที่ปลอดภัยจึงเปรียบเสมือนการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับประชาชน
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบการเงินดิจิทัลจะไม่ได้วัดจากความรวดเร็วของการทำธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการด้วย เทคโนโลยี AI การกำกับดูแลข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีจะต้องถูกบูรณาการเข้าไปในทุกระดับขององค์กรควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน ภาครัฐ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและประชาชน เพื่อสร้างการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน (Safe and Inclusive Digital Finance) เมื่อ “ระบบแข็งแรง” และ “คนมีความรู้เท่าทัน” ตัวเลขความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ย่อมลดลงอย่างแน่นอนครับ



