วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Goodbye to War and Uncertainty?

สงครามอิหร่านในมุมมองของนักลงทุนอาจจบลงไปแล้ว แม้ว่าสงครามจริงจะยังคงดำเนินอยู่ควบคู่ไปกับการเจรจายุติความขัดแย้ง ขณะที่การขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับหัวใจสำคัญของวิกฤติพลังงานในรอบนี้คือปริมาณการขนส่งที่ลดลง และราคาน้ำมันที่เคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับมากกว่า $120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (USD/bbl) ทั้ง Brent และ WTI ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2026 แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ $70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม กลุ่ม OPEC+ มีมติปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนสิงหาคม 2026 อีกประมาณ 188,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd) ซึ่งนับเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ทั้งสองปัจจัยดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงของวิกฤติพลังงานโลกลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะช่วยลดความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงที่เหลือของปี 2026

เมื่อตัวแปรเชิงลบจากปัจจัยมหภาคและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลายลง นักลงทุนจึงกลับมาให้ความสำคัญกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 เริ่มจากฝั่งสหรัฐฯ โดยเบื้องต้น หากอิงข้อมูลจาก FactSet Earnings Insight นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 จะเติบโต +23.3%YoY ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรจะเติบโตมากกว่า +15%YoY อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี NIKKEI 225 (+28%YoY) และ TOPIX (+26.2%YoY) ตลาดหุ้นไต้หวัน ดัชนี TWSE (+92.9%YoY) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI (+285.6%YoY) และตลาดหุ้นบราซิล ดัชนี Bovespa (+24.6%YoY) เป็นต้น

“การคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สงครามอิหร่านและวิกฤติพลังงานจะเป็นปัจจัยลบที่กดดันเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยรวม”

เมื่อมองลึกลงไปยังตลาดหุ้นหลักอย่างสหรัฐฯ ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คำถามสำคัญคือ หุ้นในกลุ่มชิปและ Semiconductor ซึ่งเป็นผู้นำตลาด จะยังสามารถแบกรับความคาดหวังของนักลงทุนต่อการเติบโตของผลประกอบการได้ต่อไปหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น หลังจากราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวขึ้นมากกว่า 70% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และมากกว่า 120% ในช่วง 1 ปี ส่งผลให้กลุ่ม Semiconductor กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดของตลาดหุ้นโลก

อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า ความร้อนแรงของราคาหุ้นในกลุ่มนี้อาจเริ่มลดลง แม้ว่าผลประกอบการจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากระดับ Valuation ที่อยู่ในระดับตึงตัว ในทางกลับกัน หากผลประกอบการออกมาต่ำกว่าคาด ผู้บริหารให้ Guidance ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ หรือแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า ก็อาจทำให้ราคาหุ้นเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง และเกิดการ Rotation ออกจากหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเปราะบางของราคาหุ้นในอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งเป็นผู้นำตลาดต่อปัจจัยลบ ประกอบกับข้อจำกัดด้านการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากอยู่ในภาวะ Fully Invested แล้ว จึงอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัวขึ้นต่อของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Semiconductor ในช่วงถัดไป

ในขณะเดียวกัน แม้นักลงทุนจะยังอยู่ในภาวะ Risk On แต่ก็เริ่มมองหาโอกาสในการ Diversify และ Rotation เงินลงทุนไปยังอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น โดยเบื้องต้นมี 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ได้แก่ Health Care และ Financials

สำหรับกลุ่ม Health Care ได้รับแรงสนับสนุนจากการทยอยหมดอายุของสิทธิบัตรยา (Patent Expiration) จำนวนมาก ทำให้บริษัทยาขนาดใหญ่จำเป็นต้องเร่งพัฒนายาใหม่ที่มีอัตรากำไร (Margin) สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม พร้อมทั้งคาดว่าจะเห็นกิจกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เพิ่มขึ้น เพื่อเสริม Pipeline และรองรับการเติบโตในระยะยาว

ขณะที่กลุ่มการเงินและธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง จากการขยายตัวของ Net Interest Margin (NIM) รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุนและวาณิชธนกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการกลับมาคึกคักของตลาด IPO ทั้งบริษัทที่เข้าจดทะเบียนแล้ว เช่น SpaceX และ Bending Spoons รวมถึงบริษัทที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในระยะต่อไป อาทิ Anthropic, OpenAI, Databricks, Grayscale Investments และ Avalara

แม้การตัดสินใจและการจัดสรรเงินลงทุนในช่วงที่เหลือของปีจะยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ แต่เรามองว่าแก่นสำคัญของการลงทุนยังคงอยู่ที่การคัดเลือกบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม

ดังนั้นเมื่อย้อนกลับมามองยังกลุ่ม Semiconductor ในฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นผู้นำตลาด แม้ว่าบริษัทส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานแข็งแกร่งจากการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่อง และยังได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (Earnings Revision) จากนักวิเคราะห์ แต่ระดับ Valuation ของหุ้นหลายตัวเริ่มซื้อขายในระดับ Premium เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Semiconductor ในภูมิภาค North Asia ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน

กล่าวโดยสรุปคือนักลงทุนควรกระจายการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Semiconductor ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และเอเชีย ควบคู่ไปกับการพิจารณาลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการ Rotation ของ Fund Flow

นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade (IG Bond) ที่มีอายุคงเหลือในช่วงสั้นถึงปานกลางประมาณ 5-6 ปี ยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจจากระดับ Carry Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน ขณะที่ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินและความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้กลับมามีความน่าสนใจมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026