ภาพตลาดช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2026 เปลี่ยนเร็วมาก จากเดิมที่ตลาดรีบาวด์เพราะคลายกังวล กลับมาเป็นโหมดกลัวความเสี่ยงอีกครั้ง หุ้นเทคและหุ้นชิปที่นำตลาดขึ้นมาตลอดปีเริ่มถูกขายทำกำไร ในขณะเดียวกันความเสี่ยงสหรัฐฯ-อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซกลับมากดดันราคาพลังงานเป็นระลอก แต่ตัวแปรที่กด valuation ของหุ้นได้ค่อนข้างมาก และน่าจะลากยาวข้ามไตรมาส คือทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งตลาดลังเลว่า Fed จะคงดอกเบี้ย จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม หรือจะเริ่มผ่อนคลายเมื่อใด ทำให้ความเสี่ยงของดอกเบี้ยยังเป็นแบบสองทาง คือขึ้นก็ได้ ลงก็ได้ ซึ่งทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวังจะแกว่งตามตัวเลขเศรษฐกิจค่อนข้างแรง ภาพแบบนี้ไม่ดีต่อหุ้น growth และหุ้นเทค เพราะหุ้นกลุ่มนี้จะอ่อนไหวกับ discount rate หรืออัตราคิดลดที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้น
จุดสำคัญอยู่ที่การประชุม FOMC วันที่ 17 มิ.ย. 2026 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh แม้คณะกรรมการจะมีมติคงกรอบดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% แต่โทนของ Fed รอบนี้ออกมาเข้มกว่าที่ตลาดอยากเห็น ซึ่งชัดเจนว่า Fed ยังเลือกแนวทาง higher for longer หรือคงดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้น เพราะยังไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับลงสู่เป้าหมายได้จริง โดยค่ากลางของคณะกรรมการคาดว่าเงินเฟ้อ PCE ปี 2026 จะอยู่ที่ 3.6% และ core PCE จะอยู่ราว 3.3% ณ สิ้นปี ขณะที่เงินเฟ้ออาจยังไม่กลับสู่เป้า 2% จนถึงปี 2028 ส่วน median dot หรือจุดคาดการณ์ดอกเบี้ยค่ากลาง มองดอกเบี้ยที่เหมาะสม ณ สิ้นปี 2026 ไว้ที่ 3.8% ซึ่งสูงกว่ากรอบปัจจุบันเล็กน้อย แปลว่ายังเปิดทางให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้อีกประมาณหนึ่งครั้ง และมีกรรมการ 9 ท่านที่สะท้อนว่าอยากเห็นการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้
สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวล คือ Warsh ตัดการส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้า หรือ forward guidance ออกจากแถลงการณ์ และไม่ส่ง dot ของตัวเองในตารางคาดการณ์เศรษฐกิจ โดยให้เหตุผลว่าการส่งสัญญาณล่วงหน้าอาจไม่ช่วยต่อการดำเนินนโยบายในภาวะที่เศรษฐกิจยังเปลี่ยนเร็ว ซึ่งการไม่ให้ forward guidance ดังกล่าว มองว่าไม่ได้ทำให้ Fed เป็นกลางมากขึ้น แต่กลับทำให้ความผันผวนของดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะที่ผ่านมา forward guidance ทำหน้าที่เหมือน anchor หรือสมอยึดความคาดหวังของตลาดไว้ ตลาดเลยพอคาดการณ์ได้ว่า Fed กำลังคิดอะไร และเส้นทางดอกเบี้ยจะไปทางไหน แต่เมื่อ Warsh เลิกให้สัญญาณล่วงหน้า ไม่ส่ง dot ของตัวเอง และบอกว่า dot ของกรรมการเป็นเพียง “ดินสอที่มียางลบก้อนใหญ่” ซึ่งตลาดก็เหลือตัวยึดน้อยลง
ผลคือ ต่อให้ Fed ยังไม่ขยับดอกเบี้ยจริง ตลาดก็จะแกว่งตามตัวเลขเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งเงินเฟ้อ การจ้างงาน และราคาน้ำมัน เพราะทุกตัวเลขอาจเปลี่ยนความคาดหวังต่อการประชุมครั้งถัดไปได้ทันที ภาพนี้ทำให้ rate volatility หรือความผันผวนของดอกเบี้ยสูงขึ้น และอาจดัน term premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยงพันธบัตรระยะยาวให้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสุดท้ายจะกด valuation ของหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคและหุ้น growth ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า
นอกจากเรื่อง Fed แล้ว ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ยังชนกับฤดูกาลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หรือ midterm election ซึ่งโดยสถิติเป็นช่วงที่ตลาดผันผวนมากกว่าปกติ ข้อมูลย้อนหลังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ CFRA Research ระบุว่า ปีที่มี midterm election มักมีการย่อลงระหว่างปีของ S&P 500 เฉลี่ยราว 18% ขณะที่ State Street ให้ตัวเลขใกล้เคียงกันที่ประมาณ 19% และข้อมูลตั้งแต่ปี 1950 พบว่า peak-to-trough drawdown หรือการย่อลงจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุด เฉลี่ยอยู่ราว 17.5%
สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข drawdown คือจังหวะเวลาของความผันผวน ข้อมูลของ Capital Group ตั้งแต่ปี 1970 พบว่า ปี midterm มีความผันผวนสูงกว่าปีปกติ โดย standard deviation ของผลตอบแทนอยู่ราว 16% เทียบกับ 13% ในปีทั่วไป และความผันผวนมักเริ่มตั้งแต่ช่วง เม.ย. ก่อนจะไปแตะจุดสูงสุดช่วงปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับไตรมาส 3 พอดี เพราะเป็นช่วงที่ตลาดเริ่ม price in ความไม่แน่นอนเรื่องเสียงข้างมากในสภา รวมถึงนโยบายภาษี งบประมาณ และกฎระเบียบต่าง ๆ
เมื่อนำภาพทั้งหมดมารวมกัน ในช่วงครึ่งหลังของปีจึงเป็นช่วงที่ปัจจัยเสี่ยงหลายตัวมาชนกันพอดี ตัวแรกคือ Fed ที่เลือก higher for longer และถอด forward guidance ทำให้ตลาดขาดตัวยึดเรื่องดอกเบี้ย ตัวที่สองคือ midterm election ซึ่งตามสถิติมักเป็นช่วงที่ตลาดผันผวนสูง และตัวที่สามคือความเสี่ยงด้านพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าราคาน้ำมันกลับมาเร่งแรง ก็อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น และยิ่งสนับสนุนมุมมองว่า Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าเดิม
ทั้งสามปัจจัยนี้ไม่ได้แยกกันเดิน แต่ส่งเสริมกันในทิศทางเดียว คือทำให้ตลาดต้องเผื่อความเสี่ยงมากขึ้น ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังมีโอกาสแกว่งแรง และหุ้นที่ valuation แพงอาจถูกกดดันต่อ โดยตลาดจะตอบสนองกับข้อมูลรายเดือนแรงกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ การจ้างงาน หรือราคาน้ำมัน เพราะตอนนี้ทั้งสัญญาณจาก Fed และความชัดเจนทางการเมืองยังมีน้อย
อย่างไรก็ตาม สถิติของปี midterm ไม่ได้มีแต่มุมลบ เพราะหลังผ่านช่วงความไม่แน่นอน ตลาดมักฟื้นตัวได้ดี ข้อมูลของ U.S. Bank ที่ศึกษาการเลือกตั้งกลางเทอม 15 ครั้งในรอบ 60 ปี พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 16.3% ในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้ง และนับตั้งแต่ปี 1939 ตลาดไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบในรอบ 12 เดือนหลัง midterm เลย นัยคือการย่อในไตรมาส 3 อาจเป็นจุดทยอยสะสม มากกว่าจะเป็นเหตุผลให้ออกจากตลาดทั้งหมด
สำหรับมุมมองการลงทุนระยะสั้น มองว่าตลาดน่าจะยังเลือกเล่นในหุ้นกลุ่มตั้งรับ น่าจะได้แรงหนุนดีกว่าหุ้น high-growth tech ที่ยังอ่อนไหวกับดอกเบี้ย ส่วนกลุ่มเทคและ semiconductor ยังไม่ใช่ภาพที่แย่ในเชิงพื้นฐาน แต่ระยะสั้นอาจต้องเจอแรงกดจาก valuation และ rate volatility ต่อไป
จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือการประชุม FOMC รอบถัดไป ปลายเดือนนี้ 28-29 กรกฎาคม 2026 นี้ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ การจ้างงาน และราคาน้ำมันในไตรมาส 3 เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวตัดสินว่าโทน higher for longer ของ Fed จะเริ่มอ่อนลง หรือจะพัฒนาไปเป็น higher and higher ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อหุ้น growth และสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่เหลือของปี



