วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ปริศนา ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ท้าทายเชื่อมั่น ก.ล.ต.

เรียกได้ว่า “งง” กันทั้งวงการตลาดทุน หลังมีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” ปรากฏในแบบรายงาน 246-2 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)​ ว่าได้เข้าถือหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เพิ่มขึ้นจนครองสัดส่วน 7.09%

    ส่วนหนึ่งมีหุ้นบุริมสิทธิรวมอยู่ด้วย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 31,000 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 ทันที แต่ที่น่าตกใจคือ เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทาง TRUE กลับออกหนังสือชี้แจงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ข้อมูลดังกล่าว “อาจคลาดเคลื่อน” เพราะบริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิตามที่ถูกอ้างถึงแล้ว จนหลายคนเริ่มสงสัยว่า สุภาพร “อุปโลกน์” รายการซื้อหุ้นเหล่านี้ขึ้นมาเองหรือไม่ แล้วที่สำคัญเธอคือใคร?
    ประเด็นที่น่าสนใจกว่า คือ เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับหุ้น TRUE แต่เคยมีเคสที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว กล่าวคือเคยมีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”​ ยื่นรายงานลักษณะเดียวกันนี้กับหุ้นอีกอย่างน้อย 5 บริษัท ได้แก่ หุ้น MAJOR แจ้งถือสัดส่วน 9.99% เมื่อปี 2564 , หุ้น GJS แจ้งถือสัดส่วน 8% เมื่อปี 2566 , หุ้น BBL แจ้งถือสัดส่วน 5.01% เมื่อปี 2566 , หุ้น AAV แจ้งถือสัดส่วน  5.33% เมื่อปี 2568 และ หุ้น KBANK แจ้งถือสัดส่วน 5.1% เมื่อปี 2568 ...แต่เมื่อลงไปดูสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้กลับไม่พบรายชื่อ “สุภาพร” เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ว่านี้เลย

    เมื่อลองไล่เรียงเหตุการณ์ต่างๆ ปัญหาทั้งหมดอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวระบบหรือไม่? เพราะแบบรายงาน 246-2 ถูกออกแบบให้ผู้ถือหุ้นที่ข้ามทุกระดับ 5% ของสิทธิออกเสียง “ต้องแจ้ง” ต่อ ก.ล.ต. เองภายใน 3 วันทำการ โดยระบบจะตรวจสอบเพียงข้อมูลส่วนบุคคลกับฐานทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองเท่านั้น ไม่มีขั้นตอนตรวจสอบว่าธุรกรรมที่แจ้งมาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เงินทุนมาจากไหน หรือใครคือเจ้าของที่แท้จริงเบื้องหลัง ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเจ้าของหุ้นเองก็ไม่มีสิทธิตรวจสอบข้อมูลก่อนที่มันจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะและกระทบราคาหุ้นทันที
    คำถามที่ชวนให้กังวลคือ ช่องโหว่นี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างข่าวเพื่อ “ปั่นราคาหุ้น” ได้หรือไม่... เพราะเคสที่กล่าวมาก็มีข้อสงสัยเรื่องความถูกต้องเช่นกัน หากมีการยื่นรายงานเท็จซ้ำๆ โดยไม่มีบทลงโทษที่รวดเร็วพอ ผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มย่อมมีแรงจูงใจใช้ช่องทางนี้สร้างกระแสเก็งกำไรระยะสั้นได้ไม่ยาก และผู้ตกเป็นเหยื่อก็คงหนีไม่พ้น “นักลงทุน” ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เชื่อข้อมูลจากแบบ 246-2 ซึ่งเป็นข้อมูลทางการจากหน่วยงานกำกับดูแล กรณีแบบนี้ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ

    เราเห็นว่า ก.ล.ต. ควรเร่งปฏิรูประบบ 246-2 ให้มีกลไกตรวจสอบเบื้องต้นที่มากกว่าการเช็กชื่อกับทะเบียนราษฎร โดยเฉพาะการบังคับให้โบรกเกอร์เปิดเผยผล KYC/CDD คู่ขนานไปกับการยื่นรายงาน และควรมีขั้นตอนให้บริษัทจดทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ ไม่ใช่ปล่อยให้ตลาดรับข่าวไปก่อนแล้วค่อยตามแก้ทีหลัง เพราะทุกนาทีที่ข้อมูลยังคลุมเครือ คือทุกนาทีที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยลงเรื่อยๆ แล้วเราจะปล่อยให้ตลาดทุนไทยเสี่ยงกับช่องโหว่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ?