วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สามทศวรรษในตลาดหุ้นไทย

ถึงวันนี้ผมก็ลงทุน “เต็มตัว” ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม” บทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่พิมพ์ต่อเนื่องมาย้อนหลังไปหลายสิบปี ปีละเล่ม บทความนี้จะสรุปการลงทุนและผลการลงทุนรวมถึงเป็นการทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับตลาดหุ้นของผมในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่แม่นยำ เพราะความจำผมไม่ค่อยดีนัก

เริ่มจากทศวรรษแรก ซึ่งเริ่มในช่วงกลางปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ผมต้องถูก “ให้ออกจากงาน” และต้องไปทำงานเป็น “ที่ปรึกษา” ในบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ดังนั้น ผมจึงมีเวลาค่อนข้างมาก นั่งทำงานในห้องเงียบเหงาอยู่คนเดียว ผมเริ่มลงทุนด้วยเงินออมทั้งหมดที่มีโดยการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าจะ “เอาตัวรอดได้” มีหนี้น้อยหรือบางบริษัทก็ไม่มีหนี้เงินกู้เลย มีกำไรดี สินค้ายังขายได้เพราะเป็นสินค้าผู้บริโภคหรือผู้ส่งออกที่ยังขายสินค้าได้ดีมากเพราะเงินบาทอ่อนค่าลงมาก ทำให้สินค้าขายได้มากขึ้นและมีกำไรที่ดีโดยเฉพาะในช่วงแรกของวิกฤติจากค่าเงินบาทที่ลดลงมาก

“โลกภายนอก” คือสังคมธุรกิจเงียบเหงามาก ตลาดหุ้นกำลังพังทลาย เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังใกล้ล้มละลายเพราะไม่มีเงินตราต่างประเทศเหลือพอที่จะทำการค้าขายกับต่างประเทศได้ ตลาดหุ้นที่เคยคึกคักและ “นักลงทุน” ที่เคย “ขลุก” อยู่ตาม “ห้องค้า” ของบริษัทหลักทรัพย์ตลอดทั้งวันหายไปเกือบหมด ปริมาณการเทรดหุ้นต่อวันลดเหลือเพียง 3-4,000 ล้านบาท

ผมเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนตาม “แนวทางใหม่” ที่ผมเริ่มใช้ที่เรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ “Value Investments” ตามผู้ก่อตั้งและผู้นำหลักคือ เบน เกร แฮม และวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านั้นแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ในการลงทุนส่วนตัว หนังสือเล่มนั้นผมตั้งชื่อว่า “ตีแตก กลยุทธ์การลงทุนในภาวะวิกฤติ” ที่ยังพิมพ์ขายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น ผมก็ยังเริ่มเขียนบทความรายสัปดาห์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในหัวข้อ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่ก็ยังเขียนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

ภายในเวลาอันสั้นหลังจากแนวคิดเรื่องการลงทุนแบบ “VI” ถูกเผยแพร่ออกไป ผมก็ได้รับการติดต่อจากคนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับแนวการลงทุนแบบนั้น เราคุยกันยาวนาน แลกเปลี่ยนความคิดกัน มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความคิดนั้นอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดก็มีการจัดตั้ง “ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า” และมีการจัดทำเว็บไซ้ต์ ซึ่งกำลังเป็น “เครื่องมือใหม่ของโลกยุคใหม่” ในขณะนั้น ที่จะเป็นศูนย์กลางของเหล่านักลงทุนที่ตอนนั้นต่างก็ประกาศตัวว่าเป็น “VI” และต่อมาก็จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า(ประเทศไทย) ตั้งแต่ปี 2543

VI “รุ่นบุกเบิก” เหล่านั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่นักลงทุนแบบเดิมก่อนวิกฤติที่เราคุ้นเคย ที่มักจะเป็นแนว “แม่บ้าน”หรือ “พ่อบ้าน” ที่เป็นเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่มาขลุกอยู่ตามห้องค้า “เย็น ๆ” เพื่อมา “เล่นหุ้น” และมา “สังคม” กับเพื่อนโดยที่แทบทุก “โบรก” ก็จะมีอาหารว่างและน้ำเลี้ยงลูกค้า แต่กลายเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีการศึกษาสูง หลายคนเคยเป็นนักเรียนระดับ “ท็อป” ของประเทศ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างและทำงานในบริษัทระดับชาติหรือนานาชาติ พวกเขามีเงินออมและต้องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต

ผลการลงทุนของนักลงทุน VI ที่ยึดหลักว่าการซื้อหุ้นก็คือการลงทุนในตัวธุรกิจ พวกเขาจึงเลือกลงทุนในบริษัทที่มีผลงานที่ดีในราคาหุ้นที่ถูกมากที่เรียกว่ามี “Margin of Safety” สูง ซึ่งในเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่บริหารงานแบบทันสมัย และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยการขยายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศเกิดขึ้นมาก กิจการเหล่านั้นจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่า VI ที่เข้าไปซื้อและทำกำไรได้อย่างงดงาม “ตัวแล้วตัวเล่า”

ผลงานการลงทุน 10 ปีแรก จากปี 2540-2549 ของผมนั้น ต้องถือว่า “มหัศจรรย์” เพราะขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 28.2% และทำกำไรหรือได้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 38.6% เงินก้อนแรกที่ลงไปในปี 2540 โตขึ้นถึง 25.2 เท่า เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดที่ติดลบแบบทบต้น 1.5% ในช่วงเวลาถึง 10 ปี นั่นทำให้ผมมี “อิสระภาพทางการเงิน” และเกษียณจากการทำงานประจำได้ตั้งแต่ทศวรรษแรกที่ลงทุน

เช่นเดียวกับนักลงทุนแนว VI หลาย ๆ คนที่ทำผลตอบแทนได้ไม่ต่างกัน ในเวลานั้นผมคิดว่าแค่คุณมีความคิดแบบ VI และกล้าเสี่ยง คุณไม่จำเป็นต้องเก่งในการวิเคราะห์หรือมีหลักการป้องกันความเสี่ยงที่ดี คุณก็สามารถรวยได้ คุณก็แค่เป็น “คนแรก” ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็พอแล้ว

ทศวรรษที่ 2 คือตั้งแต่ปี 2550-2559 นั้น ภาพของ VI ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ความสำเร็จของการลงทุนแนว VI และนักลงทุน VI ได้รับการยอมรับจากสังคมทั่วไป ว่าที่จริงนักลงทุนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่แทบทุกคนต่างก็บอกว่าตนเองเป็น VI อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ ในด้านของตัวนักลงทุนเองที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย “คนมีเงิน” หรือคนที่มีพื้นฐานร่ำรวยอยู่แล้ว เช่น ทำธุรกิจหรือมีพ่อแม่เป็นนักธุรกิจที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแทนที่จะขยายธุรกิจหรือทำธุรกิจของที่บ้าน ตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะ “หาเงินง่ายกว่า” ในคนกลุ่มนี้

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551 และกลายเป็นช่วง 3-4 ปีทองของตลาดหุ้นไทยที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก มีเศรษฐีหุ้นเกิดใหม่เต็มไปหมด

ผลงานการลงทุนของผมยังคงโดดเด่นมากแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับช่วง 10 ปีแรกที่ขนาดพอร์ตยังเล็กมาก เช่นเดียวกัน อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนของผมเองที่เปลี่ยนจากการลงทุนแนว เบน เกรแฮม ที่เน้นหุ้นราคาถูกเป็นหลัก รวมถึงการเทรดหุ้น VI ตลอดเวลา คือซื้อในราคาถูกและขายเมื่อราคาขึ้นมาพอแล้ว เป็นแบบบัฟเฟตต์ที่ซื้อหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” คือซื้อหุ้นที่ดีมาก มีความสามารถและได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการเติบโตในระยะยาว ในราคาที่เหมาะสม และถือไว้ยาวมากหรือตลอดไป

ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีแบบทบต้นของผมเท่ากับ 29.2% พอร์ตหุ้นโตขึ้นไปอีก 11.9 เท่า เมื่อรวมกับการเติบโตของทศวรรษที่ผ่านมาก็ทำให้พอร์ตโดยรวมโตขึ้นถึง 337 เท่าในเวลา 20 ปี และในช่วง 10 ปี นี้ พอร์ตก็ขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 14.6% ในปีซับไพร์ม ในขณะที่ผลตอบแทนของดัชนีตลาดอยู่ที่ 8.5% ซึ่งถือว่าดีที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าเทียบกับ VI หลาย ๆ คนแล้ว กลับกลายเป็นผลตอบแทนที่ไม่มาก เนื่องจาก ยุค 10 ปีนี้เป็นยุคที่มีการเก็งกำไรในหุ้น VI สูงมาก หุ้น VI ขนาดเล็กจำนวนมากถูก “Corner” ทำให้ราคาขึ้นไปสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้คนที่เข้าไปเล่นรวยจน “เหลือเชื่อ”

ทศวรรษสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 2560- มิถุนายน 2569 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่คนไทยแก่ตัวลงมาก ซึ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 2% ต่อปีโดยเฉลี่ย ประกอบกับระบบการเมืองก็ไม่เอื้ออำนวยอานิสงค์จากการรัฐประหารในปี 2557 ที่ส่งผลต่อเนื่องมาตลอดโดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้

พอร์ตหุ้นของผมในช่วง 10 ปีสุดท้ายทำผลตอบแทนทบต้นเหลือเพียง 2.8% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในช่วงเวลา 9.5 ปี พอร์ตโตขึ้นเพียง 30.4% ปีที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 ปีและขาดทุนในระดับประมาณ 10% ทั้ง 3 ครั้ง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองนั้น ในช่วง 9.5 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลย ดัชนีไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย กลายเป็น “Lost Decade” หรือทศวรรษที่หายไป นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นสุทธิไทยเกือบทุกปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคิดเป็นเงินน่าจะระดับ 1 ล้านล้านบาท

ผลงานโดยรวมตลอด 3 ทศวรรษของผมก็คือ ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 22.5% มีผลตอบแทนติดลบ 5 ปี พอร์ตโตขึ้นจากเงินลงทุนปีแรกประมาณ 440 เท่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ2.2% ดัชนีตลาดโตขึ้น 91.3% ในเวลา 30 ปี

จนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเองเริ่มหมดหวังกับตลาดหุ้นไทยมาก จริงอยู่ ตลาดหุ้นไทยโดยรวมในอดีต 30 ปีที่ผ่านมาก็ “ไม่เคยดี” แต่ผมก็รู้สึกว่าเรายังหาหุ้นดีและถูกได้ตามแนว VI แต่ในระยะหลัง การหาหุ้นดีและถูกทำได้ยากมาก หรือหาเจอ ราคาก็ไม่ขึ้นเพราะไม่มีคนซื้อ จนผมคิดว่ามันเป็น “อวสานของ VI” ในตลาดหุ้นไทย และทำให้ตั้งแต่เริ่มทศวรรษคือประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมก็เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามอย่างจริงจังและเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 30% ของพอร์ตไปแล้ว เช่นเดียวกับคนอื่นที่นอกจากเวียตนามแล้วก็ยังไปตลาดอื่นเช่น จีนและอเมริกาที่คนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ตลาดหุ้นไทยก็ดูเหมือนว่าจะกลับฟื้นตัวมีชีวิตใหม่ ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 25% และ “ดีที่สุดในโลก”ประเทศหนึ่ง และแม้ว่าประเด็นเรื่องคนแก่ตัวยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ในด้านของระบบการปกครองของประเทศก็ดีขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ต่างประเทศยอมรับมากขึ้นและสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตมากขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่า ประเทศไทยจะยังมีความหวังในทศวรรษหน้า