วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“Oxford และ Cambridge: เราไปที่นั่นทำไม?”

หลายปีที่ผ่านมา ผมพาผู้บริหารไทยไปเรียนหลักสูตรระยะสั้น ที่ Oxford และ Cambridge บ่อยครั้ง

พูดตรงๆ ว่า ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง เพราะค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม และค่าอาหารนั้นสูงอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือค่าเรียนเพียง 1-3 วัน ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง ก็ถือว่าแพงมาก

แพงจนผมอยากจะบอกคนเรียนทุกครั้งว่า เราต้องตั้งใจเรียนมากๆและมีสมาธิทุกนาทีเลยนะ

ไม่งั้นไม่คุ้ม!

อาจารย์ที่นั่นส่วนใหญ่เก่งมาก แต่บางคนก็ธรรมดาครับ ทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ผู้บริหารทั่วโลกยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อไปเรียนหลักสูตรที่นั่น เพื่ออะไร? เพื่อความรู้ หรือเพื่ออะไรที่มากกว่าความรู้?

ผมค่อยๆ คิดจนตกผลึก และได้คำตอบว่า ผู้คนไม่ได้ไปที่นั่นเพียงเพื่อไปฟังบรรยายในห้องเรียนสี่เหลี่ยม

แต่เขาไปเดินใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบหนึ่งพันปี ได้สัมผัสกับบรรยากาศขลังๆ ที่เคยมีนักคิด นักวิทยาศาสตร์ และผู้นำระดับโลกเดินผ่านมาแล้ว

แม้แต่ประตูไม้เก่าๆ ของอาคารเรียน หลายคนก็ยังอยากไปยืนถ่ายภาพด้วย เพราะยิ่งเก่ายิ่งดูขลัง

เวลาไปเยือน Cambridge บรรยากาศประวัติศาสตร์ก็จะลอยมาปะทะ ผมเคยพาผู้บริหารไทยไปดูห้องพักอาจารย์ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง แล้วบอกว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน Charles Darwin นั่งทำงานอยู่ที่ห้องนี้เลยนะ

นั่นไง… ป้ายหน้าห้องเขียนไว้ชัดเจนว่า “C. Darwin”!

รุ่นที่แล้ว ผมพาไปชมจุดที่ Stephen Hawking นักฟิสิกส์อัจฉริยะเคยนั่งรถเข็นไปร่วมพิธีสำคัญของมหาวิทยาลัย และพวกเราก็ไปยืนถ่ายภาพกัน….ตรงจุดนั้นเป๊ะๆเลย

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ก็คือผมพาบอร์ดและผู้บริหารหลายคน ไปถึงบ้านพักของ Sir Isaac Newton เพื่อไปดูสนามหญ้าหน้าบ้านของเขา

เราได้สัมผัสกับ “ต้นแอปเปิ้ล” ในสนามหญ้า (ซึ่งตอนนี้เป็นรุ่นเหลนแล้ว) ตรงจุดเดิมที่ลูกแอปเปิ้ลเคยหล่นลงมา และเป็นตำนานเล่าขานว่า ตรงนี้แหละ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาค้นพบ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” (Law of Gravity)

“Oxford และ Cambridge: เราไปที่นั่นทำไม?”

ผมเเก็บคยลูกแอปเปิ้ลจากต้นนั้น ที่หล่นลงมาบนพื้นดิน แล้วเอาเมล็ดกลับมาลองเพาะพันธุ์ เผื่อมันจะโตขึ้นเป็นต้นแอปเปิ้ล และผมจะได้ค้นพบกฎอะไรใหม่ๆ บ้าง... แล้วผมก็ค้นพบจริงๆ ด้วย….

พบว่ามันไม่ขึ้นครับ 555

นอกจากเรื่องของนิวตันแล้ว ผมยังพาผู้บริหาร 2 คน ไปนั่งที่ผับชื่อ The Eagle ในแคมปัสของ Cambridge เพื่อไปนั่งดื่มที่โต๊ะเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์สองคน เคยนั่งดื่มและสนทนากัน

ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาประกาศให้โลกรู้ว่า “เราค้นพบโครงสร้าง DNA แล้ว”

กลับมาดูฝั่ง Oxford ความขลังและความยิ่งใหญ่ก็ไม่แพ้กันเลยครับ มหาวิทยาลัยแห่งนี้คือสถานที่ที่หล่อหลอมผู้นำระดับโลก และมีศิษย์เก่าเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษมาแล้ว ถึง 31 คน

ถ้าเราไปเดินตามวิทยาลัยเก่าแก่ของ Oxford เราจะพบเรื่องเล่าของระบบการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัว (Tutorial System) ที่เข้มข้นและสืบทอดมาหลายร้อยปี ซึ่งเป็นเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้คนเรียน มีวิธีคิดที่เฉียบคม

ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตราวกับใบไม้ร่วง มนุษยชาติต่างรอคอยความหวัง และหนึ่งในวัคซีนตัวแรกๆ ของโลก ที่ส่งออกไปช่วยชีวิตคนนับล้านคนในยามสิ้นหวัง ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากงานวิจัยของอาจารย์ Oxford นี่แหละครับ

นอกจากบรรยากาศและประวัติศาสตร์ของทั้งสองสถาบันนี้แล้ว คนที่ไปเรียนที่นั่นยังมีโอกาสได้พบเพื่อนผู้บริหารร่วมรุ่นจากหลายประเทศ ได้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีค่า ซึ่งอาจต่อยอดไปได้อีกหลายปี

รวมทั้งได้รับประกาศนียบัตรกลับมา แสดงว่าครั้งหนึ่งเคยไปเรียนที่นี่มาแล้ว

ผมจึงเชื่อว่า นอกจากได้ไปเรียนกับอาจารย์ของสถาบันระดับโลกแล้ว ส่วนหนึ่งที่พวกเราจ่ายเงินไปในราคาแพงนั้น ก็เพื่อ “ซื้อความหมาย ซื้อเรื่องเล่า และซื้อความภาคภูมิใจบางอย่าง” ที่ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเลขทางการเงินได้

พูดง่ายๆ ว่าเงินที่จ่ายไปนั้น หลายสิบเปอร์เซ็นต์ เราจ่ายเป็นค่า “แบรนด์” และประสบการณ์ครับ

แต่แบรนด์ระดับโลกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าเขามีคนเก่งเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่เพราะมีอาคารสถาปัตยกรรมที่เก่า ขลัง และสวยงาม เท่านั้น 

แต่เป็นเพราะหลายร้อยปีที่ผ่านมา เขามีคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าช่วยกัน “สร้างและสะสมคุณค่า” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง 

“Oxford และ Cambridge: เราไปที่นั่นทำไม?”

มีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นสิ่งใหม่เพื่อมวลมนุษย์ มีนักคิดที่เปลี่ยนวิธีมองโลก มีอาจารย์ที่ทุ่มเทจิตวิญญาณสร้างลูกศิษย์ และมีศิษย์เก่าที่ออกไปสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับสังคม

คุณค่าเหล่านี้ค่อยๆ ถักทอสะสมจนกลายเป็นความน่าเชื่อถือ และความน่าเชื่อถือที่ฝังรากลึกนั้นเอง ได้หล่อหลอมกลายมาเป็น “แบรนด์” ที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน

แบรนด์จึงไม่ใช่ “จุดเริ่มต้น” แต่เป็น “ผลลัพธ์” 

ถ้าอยากมีแบรนด์ที่แข็งแรงและยั่งยืน เราจึงต้องกลับไปสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้มากพอเสียก่อน เพราะการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อาจได้ผลเพียงชั่วคราว แต่คุณค่าที่เราสร้างขึ้นจริงและต่อเนื่อง จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

เมื่อหันกลับมามองบ้านเรา บ่อยครั้งที่เราเห็นองค์กรไทย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ หรือบริษัทเอกชน ใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการ “สร้างแบรนด์”

แต่เรากลับลงทุนน้อยไปหน่อย กับการสร้าง “คุณค่าเนื้อใน” เช่น การวิจัย การพัฒนาคน การสร้างนวัตกรรม หรือการยกระดับมาตรฐานการทำงานอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวมหาวิทยาลัยของจีนหลายแห่ง ได้เบียดขึ้นไปติดอันดับท็อปเทนของโลกแล้ว โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ ด้วยการทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับงานวิจัย และดึงดูดคนเก่งระดับโลก ซึ่งนับเป็นบทเรียนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ตัวอย่างของ Oxford, Cambridge, Harvard, Stanford, MIT, หรือ มหาวิทยาลัยจีน ที่กำลังมาแรงมาก จึงสะท้อนว่า ทุกองค์กร ควรมี “กระปุกออมคุณค่า”

ทุกวัน เราต้องช่วยกันหยอดกระปุกใบนี้ด้วยผลงานที่มีคุณภาพ ด้วยความโปร่งใส ความรับผิดชอบ นวัตกรรม และการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนรอบตัวและคนในสังคม

เพราะสุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการบอกคนอื่นว่าเราเก่งเพียงใด

แต่เกิดจากการที่เราสร้างคุณค่าได้มากพอ จนคนอื่นเป็นฝ่ายเล่าเรื่องของเราแทน

พวกเราได้ใช้เงินจำนวนไม่น้อย เพื่อไปเรียนรู้และสัมผัสเรื่องเล่า ขององค์กรระดับโลกในประเทศต่างๆมามากแล้วนะครับ

คำถามคือ… เมื่อถึงวันหนึ่ง คนรุ่นหลัง จะมีเรื่องเล่าอะไรที่น่าภาคภูมิใจ เกี่ยวกับองค์กรของเราบ้างไหม

และขณะนี้ ตัวเราเองกำลัง “สร้างเรื่องเล่านั้น” ไว้หรือไม่?

“Oxford และ Cambridge: เราไปที่นั่นทำไม?”