วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ปลดล็อกเศรษฐกิจด้วยเอฟทีเอ ยกระดับสู่มาตรฐานโลก

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของสถานการณ์โลก ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง (Middle Power) กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบีบให้ไทยต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การค้าเพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักที่มีความเสี่ยง และมุ่งขยายฐานตลาดใหม่ผ่านเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดอย่าง “ความตกลงการค้าเสรี” หรือ เอฟทีเอ ซึ่งมากยิ่งกว่าแค่การลดภาษี แต่เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
    ปัจจุบันไทยมีความตกลงเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และกำลังเร่งผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศภายในปี 2570 ความสำคัญของเอฟทีเอในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดกำแพงภาษีเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการ “ยกระดับมาตรฐาน” ของทั้งระบบเศรษฐกิจ

    กรณีของ เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (อียู)  ถือเป็นความตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมถึง 24 บท ซึ่งรวมถึงประเด็นใหม่อย่างการค้าดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรฐานที่สูงของอียูแม้จะดูเป็นความท้าทาย แต่แท้จริงแล้วคือ “โอกาส” ให้ภาคธุรกิจไทยและเกษตรกรได้เร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกติกาโลก  ผลการศึกษาชี้ชัดว่าหากทำสำเร็จ จะช่วยเพิ่มผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยได้ถึง 1.38%  คิดเป็นมูลค่าหลักแสนล้านบาท พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดที่อียูมีความเชี่ยวชาญ

     เพื่อให้การทำเอฟทีเอเกิดประโยชน์สูงสุด ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อน  เร่งปิดดีลเชิงคุณภาพและกระจายตลาดเป้าหมาย  ไทยต้องจัดทัพใหม่เพื่อเร่งเจรจาเอฟทีเอที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะไทย-อียู และไทย-EFTA  เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยต้องให้ความสำคัญกับทั้ง “ความเร็ว” และ “คุณภาพ” ของเนื้อหาความตกลงเพื่อให้คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติอย่างรอบด้าน
    และต้องไม่ลืมว่า ผู้ประกอบการรายย่อยคือหัวใจของเศรษฐกิจ แต่เป็นกลุ่มที่เข้าถึงประโยชน์จากเอฟทีเอได้ยากที่สุด ดังนั้นต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการแบบเดิมสู่การเป็น Smart Traders ที่เท่าทันกฎระเบียบที่ซับซ้อน โดยใช้ระบบอำนวยความสะดวก เช่น การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง  ลดขั้นตอนและระยะเวลาในระบบราชการ รวมไปถึงการนำจุดแข็งด้านความยั่งยืนในมิติของชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากมาเป็นจุดขายสำคัญ การยกระดับการผลิตให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานสากลไม่เพียงแต่จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด อียูได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกไว้วางใจ
    โลกการค้ายุคใหม่ไม่มีพื้นที่สำหรับผู้ที่หยุดนิ่ง เอฟทีเอไม่ได้เป็นเพียงทางด่วนสายพิเศษในการส่งออกสินค้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกบังคับที่ไทยต้องใช้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันสมัย หากไทยสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้อย่างเป็นเอกภาพ เร่งเจรจาสร้างเครือข่ายพันธมิตร และเตรียมความพร้อมให้ SMEs แข็งแกร่งพอที่จะยืนบนเวทีโลกได้ เอฟทีเอจะไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษข้อตกลง แต่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่พาเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสง่างาม มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต