ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อนักลงทุนพูดถึงธีมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หลายคนมักนึกถึงหุ้นเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และผู้ผลิตชิปรายใหญ่เป็นอันดับแรก เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ดี เมื่อการใช้งาน AI ขยายตัวเร็วขึ้น คำถามของตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “ใครมีโมเดล AI ที่เก่งที่สุด” ไปสู่ “ใครมีไฟฟ้า ชิป ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานมากพอที่จะทำให้ AI เติบโตได้จริง” เพราะท้ายที่สุด เศรษฐกิจดิจิทัลยังต้องอาศัยสินทรัพย์จริงในโลกกายภาพ
ล่าสุด รายงานข่าวเกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาสินค้าบางประเภทของ Apple และ Microsoft จากแรงกดดันด้านต้นทุนชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น เป็นสัญญาณว่า AI กำลังเข้าสู่ “จุดทดสอบความคุ้มค่า” มากขึ้น ราคาชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น แม้สะท้อนว่าอุปสงค์โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาลจะสามารถแปลงเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้คุ้มค่ากับต้นทุนที่สูงขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ จากเดิมที่ตลาดมักมองความต้องการลงทุนด้าน AI เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งระบบ ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มแยกแยะมากขึ้นว่า บริษัทใดเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทใดเป็นผู้แบกรับต้นทุน AI ที่สูงขึ้นแต่ยังพิสูจน์ผลตอบแทนทางธุรกิจได้ไม่ชัดเจน ความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มชิปหน่วยความจำ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และบริษัทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี จึงไม่ได้สะท้อนว่าอุปสงค์ AI อ่อนแอลง แต่สะท้อนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังชนข้อจำกัดของโลกกายภาพเร็วขึ้น
ยิ่ง AI เติบโตเร็วเท่าไร โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า ชิปขั้นสูง วัสดุสำคัญ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ล้วนใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาสร้างนาน และไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทันที ขณะเดียวกัน การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งทำให้ภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการมองต้นทุนเพียงอย่างเดียว ภายใต้บริบทนี้ สินทรัพย์ที่เป็น “คอขวดของโลกกายภาพ” จึงกลับมามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และเป็นที่มาของธีม HALO-Heavy Assets, Low Obsolescence หรือกลุ่มสินทรัพย์หนักที่ล้าสมัยยาก เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ศูนย์ข้อมูล โครงข่ายสายส่งไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เหมืองแร่ วัสดุสำคัญ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI กลุ่มเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นภาพจำแรกของการลงทุนใน AI แต่กลับเป็นส่วนที่ทำให้ AI เติบโตได้จริง
SCB CIO มีมุมมองว่า กลุ่ม HALO ยังมีความน่าสนใจในเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Samsung, SK Hynix, TSMC และ Micron จะเร่งเพิ่มเงินลงทุนและกำลังการผลิต แต่ภาวะอุปทานที่ตึงตัวอาจยืดเยื้อได้ เนื่องจากศูนย์ข้อมูล AI ใช้ชิป พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานในปริมาณสูงกว่าที่อุตสาหกรรมจะขยายกำลังผลิตได้ทัน ตลาดจึงมีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้นกับบริษัทที่ครอบครองสินทรัพย์จำเป็นต่อการเติบโตของ AI โดยเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน มีสัญญาระยะยาว มีกระแสเงินสดแข็งแรง และอยู่ในจุดที่ยากต่อการทดแทนของห่วงโซ่อุปทาน ในทางกลับกัน กลุ่ม LAHO-Light Assets, High Obsolescence หรือธุรกิจสินทรัพย์เบาที่เสี่ยงล้าสมัยเร็ว โดยเฉพาะซอฟต์แวร์และบริการด้านไอทีแบบดั้งเดิม อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการนำ AI มาใช้ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงที่ AI จะเข้ามาเลียนแบบฟังก์ชันหรือแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้บริษัทที่ยังพิสูจน์รายได้ กำไร และกระแสเงินสดไม่ได้ชัดเจน มีโอกาสถูกตลาดทบทวนมูลค่าหุ้นมากขึ้น
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนขยายมุมมองจากการลงทุนที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะหุ้นชิปหรือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่ห่วงโซ่อุปทานทางกายภาพของ AI มากขึ้น การมีสัดส่วนลงทุนในกลุ่ม HALO จะช่วยเพิ่มความทนทานของพอร์ตในภาวะที่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังผันผวน โดยเรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากกำไรของกลุ่ม AI ที่ยังแข็งแกร่ง ควบคู่กับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่การผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีโลก อย่างไรก็ดี การลงทุนภายใต้ธีม HALO ยังต้องเน้นการคัดเลือกบริษัทอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การลงทุนแบบเหมารวมทั้งกลุ่ม เพราะตลาดเริ่มแยกผู้ชนะในธีม AI ชัดเจนขึ้น
ดังนั้น โอกาสลงทุนในธีม AI รอบต่อไปอาจไม่ใช่การไล่ซื้อทุกบริษัทที่มีคำว่า AI แต่คือการเลือกสินทรัพย์คุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง มีบทบาทจำเป็นในห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน และอยู่ในจุดที่ทำให้ AI เติบโตได้จริง เพราะเมื่อ AI เข้าสู่จุดทดสอบความคุ้มค่า สินทรัพย์จริงอาจกลับมาเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุคดิจิทัลอีกครั้ง


