วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ธนาคารลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน หลายๆท่านคงได้เห็นข่าวเรื่องที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศครั้งสำคัญในการปรับลดและกำหนด เพดานค่าธรรมเนียมมาตรฐาน รวมกว่า 19 รายการ หลังจากพบว่าต้นทุนของสถาบันการเงินลดลงมากจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่จะช่วยลดภาระอย่างจริงจัง วันนี้ผมจะขอให้คุณปิติพงษ์ รุ่งเรืองวุฒิกุล CFP® ผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนการเงินของบริษัท Wealth Creation International Investment Advisory Security Co., Ltd. จะมาสรุปรายละเอียดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ

การปฏิรูปโครงสร้างในครั้งนี้เป็นมาตรการภาคบังคับที่กำหนดให้สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยกฎหมายใหม่นี้จะ เริ่มทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งครอบคลุมการบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานเกือบทั้งหมด โดยทั้งนี้ ธปท. ยังได้กำชับแนวทางกำกับดูแลที่เด็ดขาดอีกด้วยว่า หากธนาคารใดปรับปรุงระบบไอทีไม่ทันกำหนด จะต้องมีหน้าที่ดูแลไม่ให้ลูกค้าจ่ายเงินเกินเพดาน หรือต้องคืนเงินส่วนต่างให้ทันที อีกด้วย เรียกว่ารอบนี้ ธปท. เอาจริง ทีนี้เรามาดูกันว่า ใครจะได้ประโยชน์จาก การลดค่า ธรรมเนียมเหล่านี้บ้าง กันดีกว่าครับ

กลุ่มแรก กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเครื่องมือชั้นดีในการเพิ่มกระแสเงินสดและลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยเกณฑ์ค่าธรรมเนียมใหม่มีการ จำกัด ไม่ให้มีค่าปรับการปิดหนี้ก่อนกำหนดหรือ Prepayment Fee หากมีการชำระยอดหนี้มาเกินครึ่งหนึ่ง และ มีระยะเวลาชำระหนี้เกิน ครึ่งหนึ่งของสัญญาแล้ว นอกจากนั้นยัง คุมค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินสินเชื่อไม่ให้เกิน 2.5% ซึ่งเอื้อต่อการรีไฟแนนซ์เพื่อหาแหล่งทุนที่ดอกเบี้ยต่ำลง นอกจากนี้ยังมีการปรับลดเพดานค่าธรรมเนียม การโอนเงินผ่าน ระบบบาทเนต (BAHTNET) และระบบ Bulk Payment รวมถึงข้อกำหนดสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนเอกสารคือ การสั่งให้ฟรีค่าขอ e-Statement ย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และหากจำเป็นต้องขอแบบกระดาษจะถูกควบคุมให้ไม่เกิน 100 บาทต่อครั้ง ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสนี้ในการวางแผนปรับโครงสร้างหนี้ เช่นการปิดยอดหนี้ดอกเบี้ยสูง เพื่อทำการกู้ใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า และ ปรับระบบการโอนเงิน ระหว่างสาขาของกิจการที่อยู่คนละเขตกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากเพดานต้นทุนที่ต่ำลงนี้ในการสร้างความได้เปรียบทางการค้า

กลุ่มถัดมา คือในส่วนของ ประชาชนทั่วไป ประกาศฉบับนี้ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินสดและบัตรประเภทต่างๆ เนื่องจากมีการ ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมข้ามเขต ทั้งการโอน ฝาก และถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินสดอัตโนมัติ (ATM/CDM) ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องทำเลที่ตั้งลงไปได้มาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น จากเดิม คนที่จะต้องฝากเงินกลับไปที่ต่างจังหวัดเป็นประจำไม่ว่าจะฝากมาหรือน้อย ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอยู่เสมอ แต่หลังจากนี้ หากทำผ่านตู้ฝากเงินก็จะไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมอีกต่อไป นอกจากนั้น ธปท.ยังกำหนดให้ ค่าธรรมเนียมแรกเข้ารวมรายปีของบัตร ATM พื้นฐานไว้ไม่เกิน 150 บาทต่อปี และ บัตรเดบิตพื้นฐานไม่เกิน 200 บาทต่อปี อีกทั้งยังควบคุม ค่ารักษาบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวให้เหลือไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน และ จำกัดค่าธรรมเนียมเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตไว้ไม่เกิน 2.5% ของยอดเบิก

ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้บริโภคมีเวลาปรับตัว ธปท. จึงได้แบ่งไทม์ไลน์การบังคับใช้ออกเป็นสามระยะ โดย ระยะแรกเริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 (เริ่มแล้ว) จะมุ่งเน้นกลุ่มค่าขอสเตทเมนต์ ค่ารักษาบัญชี และค่าธรรมเนียมเบิกเงินสดบัตรเครดิต จากนั้น ระยะที่สองเริ่มวันที่ 1 กันยายน 2569 จะครอบคลุมค่าธรรมเนียมบัตร ATM และบัตรเดบิตพื้นฐาน การยกเลิกค่าบริการข้ามเขตที่ตู้รวมถึงค่าคู่สาย และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มสินเชื่อ SMEs สุดท้าย ระยะที่สามเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเป็นการบังคับใช้เกณฑ์การโอนเงินรายใหญ่ผ่านระบบบาทเนตและการชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนส่วนที่เหลือทั้งหมด ดังนั้น หากธนาคารมีการคิดค่าธรรมเนียมใดๆ ก็อย่าลืมเช็คเสียก่อนว่า ธนาคารทำถูกต้องตามประกาศของ ธปท.หรือไม่ เพราะ ทาง ธปท.ได้กำชับไว้แล้วว่า หากธนาคารใดปรับปรุงไม่ทันกำหนด จะต้องมีหน้าที่ดูแลไม่ให้ลูกค้าจ่ายเงินเกินเพดาน หรือต้องคืนเงินส่วนต่างให้ทันที

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ การเคลื่อนไหวของ ธปท.ครั้งนี้ ที่เข้ามาช่วยดูแลความเป็นธรรม ให้กับผู้บริโภคอย่างเราๆครับ