วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อตลาดเกิดใหม่สั่นไหว ส่วนไทยคือ Safe zone

คำถามที่ดังที่สุดบนโต๊ะนักลงทุนเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเงินบาทที่อ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ หลังเคยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่าสองเดือนแถว 32.99 ภาพนี้คือ สัญญาณอันตรายหรือไม่ คำตอบของเราคือไม่น่ากังวล เพราะเป็นการอ่อนค่าเชิงวัฏจักรที่ถูกขับเคลื่อนด้วยดอลลาร์เป็นหลัก เมื่อนับจากต้นปีเงินบาทอ่อนค่าเพียงราว 1.5% ขณะที่รูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนถึง 7.8% รูปีอินเดีย 5.6% และเปโซฟิลิปปินส์ 4.0% กล่าวคือเงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลที่ “ทนทาน” ที่สุดในภูมิภาค สะท้อนสถานะ “ที่หลบภัยคุณภาพ” มากกว่าจะเป็นเป้าของการเทขาย

ต้นตอของแรงกดดันมาจากภายนอกเป็นด้านหลัก ทั้งดอลลาร์ที่แข็งค่าจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” โดยแม้คงดอกเบี้ยตามคาด แต่การคาดการณ์ดอกเบี้ย (Dot Plot) ใหม่กลับชี้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ พร้อมปรับคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้น ประจวบกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่หนุนดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำหน้าที่เสมือน “ภาษี” ที่เก็บจากประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (net energy importer) ซึ่งเอเชียเกิดใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้ และส่งผ่านเข้าสู่เสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านสามกลไก คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลถ่างกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าเงินที่อ่อนลงพร้อมกันจากความต้องการดอลลาร์ที่สูงขึ้นและเฟดสายเหยี่ยว และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง

ภาพค่าเงินเอเชียอ่อนพร้อมกันมักปลุกเงาของวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ขึ้นมาในความทรงจำ แต่เราประเมินว่าแรงกดดันรอบนี้แม้ “รุนแรงในระดับประเทศ” แต่โอกาสลุกลามเป็นวิกฤตการเงินทั้งภูมิภาคยังจำกัด เพราะต้นตอเป็นปัญหา “เฉพาะตัว” (idiosyncratic) รายประเทศ มิใช่การก่อหนี้ดอลลาร์เกินตัวทั้งระบบเหมือนปี 1997 อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตศรัทธาด้านธรรมาภิบาลตลาดทุนจนรูเปียห์ทะลุ 18,000 ต่อดอลลาร์ ฟิลิปปินส์ติดกับดัก stagflation เต็มรูปแบบ (GDP โต 2.8% เงินเฟ้อ 6.8% พร้อมขาดดุลแฝด) ส่วนอินเดียมีเศรษฐกิจจริงแข็งแกร่งแต่มีความเสี่ยงเงินทุนไหลออก ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีรากภายในที่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้น ทุนสำรองและกันชนการคลังของภูมิภาคแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนมาก และกลไกทุนสมัยใหม่ทำงานแบบ “คัดแยกตามคุณภาพ” มิใช่การตื่นตระหนกแบบเหมารวม เห็นได้จากเงินที่ไหลออกจากอินโดนีเซียส่วนหนึ่งไหลตรงเข้าไทยและเพื่อนบ้าน

ความแข็งแกร่งของไทยตั้งอยู่บนสามเสาหลัก ประการแรกคือเสถียรภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ดัชนีหุ้นอินโดนีเซียติดลบราว 29% ในปีนี้ ดัชนีหุ้นไทยกลับบวกราว 26% พร้อมเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นสุทธิราว 900 ล้านดอลลาร์ สวนทางภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เผชิญเงินไหลออก ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงราว 53% ของ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค ทำหน้าที่เป็นกันชนชั้นดี ยิ่งไปกว่านั้น Moody's ปรับมุมมอง (outlook) อันดับเครดิตไทยขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” คงเรตติ้ง Baa1 ในจังหวะที่อินโดนีเซียถูกปรับเป็นลบ ประกอบกับเงินเฟ้อที่ต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ราว 2.1% ต่ำสุดในกลุ่ม สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ผ่อนคลายและความเชื่อมั่นในเสถียรภาพ

ประการที่สองคือเสถียรภาพทางการเมือง หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ภาพการเมืองมีความชัดเจนและต่อเนื่องเชิงนโยบายมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนัก ต่างจากอินโดนีเซียที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางและความน่าเชื่อถือทางการคลัง และฟิลิปปินส์ที่เผชิญกรณีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมซึ่งฉุดความเชื่อมั่นและการเบิกจ่ายภาครัฐ

ประการที่สามคือบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเปรียบเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของอนาคต การที่รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่จะยกระดับการส่งเสริมอุตสาหกรรมจาก “รายโครงการ” สู่ “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” อย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนรวม 2.5 ล้านล้านบาท พัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน และผลักดันให้เกิด “ชิป Made in Thailand” ภายในปี 2050 ระยะแรกจะต่อยอดจุดแข็งเดิมในธุรกิจประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) และ Advanced Electronics ซึ่งมีผู้เล่นระดับโลกลงทุนในไทยแล้วกว่า 50 บริษัท

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยยังอยู่ในห่วงโซ่การผลิตปลายน้ำ และโจทย์ใหญ่อยู่ที่การดึงการลงทุนในส่วน Wafer Fabrication และ Advanced Packaging เข้ามา นอกจากนั้น หากพิจารณาประเด็นเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านศักยภาพการเติบโต และดุลงบประมาณขาดดุลค่อนข้างสูง ไทยจึงต้องเร่งเสริมเครื่องยนต์การเติบโตควบคู่ไปด้วย

เมื่อประกอบภาพทั้งหมด เราประเมินว่าความเสี่ยงรอบนี้คือ “วิกฤติเฉพาะจุดที่บริหารจัดการได้” มากกว่าจุดเริ่มต้นของวิกฤตการเงินเอเชียระลอกใหม่ และไทยอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์สุทธิ

ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำแนวทาง “Selective Buy” ด้วยการจัดพอร์ตแบบ “บาร์เบล” (Barbell) ที่ผสานเกราะป้องกันของวันนี้เข้ากับอาวุธรุกของวันหน้า ขาแรกคือเกราะป้องกัน เน้นหุ้นปันผลสูง (High Dividend) พื้นฐานดี และหุ้นที่มีแรงส่งกำไรชัดเจนในไตรมาส 3 ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU ขาที่สองคืออาวุธรุก เน้นหุ้นกลุ่ม “New Normal” ที่ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวสู่พลังงานสะอาดและดิจิทัล ทั้งกลุ่มพลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM) นิคมอุตสาหกรรมที่รองรับกระแส FDI และ Data Center (WHA AMATA) รวมถึงห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ที่จะเกาะกระแสยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของชาติในระยะยาว (SCC BANPU HMPRO GLOBAL GUNKUL)

ขอให้นักลงทุนโชคดี

- รวมทุกช่องทาง INVX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/ INVX

- เปิดบัญชีลงทุน INVX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน โหลดเลย คลิก https:// INVX.onelink.me/23if/ek1n76zm

- ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก INVX คลิก : https://bit.ly/respublisher

# INVX # INVXResearch # INVXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้