อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) ของประเทศไทย กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยพึ่งพารายได้และเติบโตจากภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) จนถูกมองว่าเป็น “โรงพยาบาลที่คนจากทั่วโลกเข้าถึงได้”
แต่วันนี้บริบทโลกที่เปลี่ยน ไทยต้องยกระดับภาคสาธารณสุขขึ้นเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” (New Economic Engine) ที่ทรงคุณค่า เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการแพทย์และชีวภาพระดับโลก (Global MedTech and Bio-Hub) ในระดับพรีเมียม
เป้าหมายของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพเพื่อลดการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมทั้งสร้างกลไก “Cross-Subsidization” ดึงเม็ดเงินจากตลาดสุขภาพพรีเมียมมาอุดหนุนและยกระดับระบบสาธารณสุขของคนไทยในระยะยาว ว่ากันว่าการขยายระยะเวลาพำนักของ “วีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล” (Medical Visa) มากกว่า 1 ปี คือหนึ่งในสปริงบอร์ดสำคัญในการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียมและผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่พร้อมใช้จ่ายสูงกว่าปกติถึง 30-50% ให้เข้ามาพำนักและรักษาพยาบาลในประเทศได้ยาวนานยิ่งขึ้น
รวมทั้งดึงกลุ่มการลงทุนตั้งแต่ตลาดเวลเนสและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุพรีเมียม (Longevity Economy) ที่มีมูลค่าระดับโลกสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์, กลุ่มบริษัทยานวัตกรรมชั้นนำที่มองหาฐานวิจัยยาขั้นสูงประเภทเซลล์และยีนบำบัด (ATMPs) และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ไปจนถึงกลุ่มนักลงทุนแพลตฟอร์มประกันสุขภาพสากล (International Insurance Platform) ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อระบบเคลมประกันข้ามชาติเข้ากับโรงพยาบาลไทยโดยตรง
เพื่อให้ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของกลุ่มทุนจากทั่วโลก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ (พ.ศ.2569-2573) ที่จูงใจให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับกลุ่ม A1 เช่น การวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพเชิงลึก, AI ทางการแพทย์, การพัฒนายาพุ่งเป้า (Targeted medicines) และศูนย์วิจัยทางคลินิกจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี CIT 8 ปีแบบไม่มีเพดาน พร้อมลดหย่อนเพิ่มอีก 50% นาน 5 ปี
พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม รวมถึงให้สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อใช้ในกิจการ และจัดตั้ง “สถาบันส่งเสริมและพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง” ผลักดันการผลิตยาประเภทเซลล์และยีนบำบัด (ATMPs) ในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้ายามูลค่าสูงได้ 10-20% ประหยัดงบประมาณระบบสุขภาพได้ถึง 10,000 - 15,000 ล้านบาท มาตรการทั้งหมดหวังว่าจะมีเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสุขภาพนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New Economic Engine)ที่จะขับเคลื่อนจีดีพี (GDP) ของประเทศในทศวรรษหน้า


