วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ถล่มรอบใหม่บททดสอบความมั่นคงพลังงานไทย

ยังไม่มีวี่แววตกลงกันได้ทั้งๆ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้ข่าวมาตลอดว่าสหรัฐกับอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงยุติสงครามกันเต็มที กลายเป็นว่าสัปดาห์นี้ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันหนักข้อขึ้น

    เปิดไทม์ไลน์สัปดาห์นี้ เริ่มตั้งแต่ วันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ตอนเหนือของอิสราเอลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หยุดยิงในวันที่ 8 เม.ย. ตอบโต้อิสราเอลเล่นงานฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน วันรุ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์อาปาเชสหรัฐถูกอิหร่านยิงตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สองนักบินปลอดภัย วันอังคาร (9 มิ.ย.) สหรัฐตอบโต้ด้วยการโจมตีอิหร่าน อิหร่านเอาคืนด้วยการโจมตีบาห์เรน คูเวต และจอร์แดน

    วันพุธ (10 มิ.ย.) ราว 17.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือเช้าตรู่วันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) ของอิหร่าน สหรัฐโจมตีอิหร่านระลอกใหม่  อิหร่านโต้กลับด้วยการโจมตีเป้าหมายสินทรัพย์ทางทหารของสหรัฐในบาห์เรนและคูเวต กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ก็ย้ำว่า อิหร่านต้องรีบลงนามข้อตกลงยุติสงครามโดยเร็วไม่เช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่านี้อีก แน่นอนว่าเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ราคาน้ำมันต้องขยับสูงขึ้น กูรูเคยวิเคราะห์ว่า ถ้าสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นเช่นนี้ต่อไปราคาน้ำมันจะทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกสองเดือนข้างหน้า

    นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. สิ่งที่โลกกังวลหนักคืออุปทานน้ำมัน เพราะอิหร่านมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องต่อรอง ตอนแรกคาดกันว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วยซ้ำ เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างวิกฤติอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก แต่มีรายงานว่า ราคาน้ำมันลดลงเกือบ 30% จากจุดสูงสุดในช่วงสงคราม เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียมีปฏิบัติการลับใช้เรือบรรทุกน้ำมัน “ปิดสัญญาณติดตาม” และบางครั้งถึงขั้น “ดับไฟทั้งลำ” เพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากอิหร่าน และลำเลียงน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซียอย่างเงียบๆ

    ได้ยินอย่างนี้แล้วเหมือนเป็นข่าวดี แต่ยังประมาทไม่ได้ สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญจากวิกฤติสหรัฐ–อิหร่านและความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือการลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งยังเป็นแหล่งนำเข้าหลักของประเทศ โดยระยะสั้นควรกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น พร้อมเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลก ขณะที่ระยะยาว ไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เชื้อเพลิงชีวภาพ และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อยู่เสมอ วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ไทยเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านแหล่งนำเข้าและรูปแบบพลังงาน เพื่อให้เศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเกิดวิกฤติในอนาคต