ความปลอดภัยทางไซเบอร์มีความสำคัญต่อธุรกิจครอบครัวไม่ต่างจากการเติบโต การส่งต่อกิจการ และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รายงาน Deloitte Family Business Cybersecurity Study 2026 ซึ่งสำรวจธุรกิจครอบครัว 1,587 กิจการ พบว่าร้อยละ 74 ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยถูกโจมตีทางไซเบอร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะอุตสาหกรรม แต่เป็นปัญหาในทุกภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวเพียงร้อยละ 43 มีกลยุทธ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ชัดเจน และร้อยละ 36 ได้ทำการประเมินความเสี่ยงและจัดลำดับการลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์แล้ว ช่องว่างดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังไม่ได้ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้เป็นวาระสำคัญขององค์กร
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เรื่องของอนาคต
ความเสี่ยงทางไซเบอร์ไม่มีการเตือนล่วงหน้า การรับ/ส่งอีเมล การติดต่อคู่ค้า หรือความผิดพลาดของบุคลากร ล้วนเป็นสารตั้งต้นทั้งสิ้น โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่มีความเปราะบางจากวิธีทำงานที่เน้นความไว้ใจและโครงสร้างที่คล่องตัว ซึ่งแม้จะเป็นจุดแข็งด้านความเร็ว แต่ก็อาจสร้างจุดบอดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยไม่รู้ตัว
ผลสำรวจยืนยันว่า เป้าหมายไม่ได้มีเพียงองค์กรขนาดใหญ่ แต่รวมถึงธุรกิจครอบครัวทุกขนาด ช่องโหว่ทางเทคโนโลยี พฤติกรรมของบุคลากร และความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน ล้วนถูกโจมตีได้ทั้งหมด ความเสี่ยงทางไซเบอร์จึงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่กระทบทั้งการดำเนินงาน ความเชื่อมั่นของลูกค้า และชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายรุ่น
กับดักของ “การป้องกันพื้นฐาน”
แม้หลายองค์กรลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว แต่ยังอยู่แค่ระดับพื้นฐาน เช่น การลงแอนตี้ไวรัส การป้องกันเครือข่าย นโยบายรหัสผ่านที่เข้มงวด และการสำรองข้อมูลตามแนวทาง 3-2-1 (สำเนาข้อมูล 3 ชุด เก็บในสื่อ 2 ประเภท เก็บสำเนา 1 ชุดไว้ที่อื่น) แต่มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะรูปแบบการโจมตีได้พัฒนาไปไกลขึ้นมาก โดยมุ่งเป้าไปที่ช่องโหว่ด้านกระบวนการ การกำกับดูแล และความสามารถในการตอบสนองขององค์กร
จากการสำรวจพบว่า การโจมตีที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ มัลแวร์ (ร้อยละ 49) ฟิชชิ่ง (ร้อยละ 48) และ Social Engineering (ร้อยละ 43) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมของคน มากกว่าการเจาะระบบโดยตรง นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากบุคคลภายนอก (ร้อยละ 40) และภายในองค์กร (ร้อยละ 27) แสดงถึงจุดอ่อนที่อยู่เหนือการควบคุมของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
แม้หลายบริษัทเริ่มยกระดับใช้มาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น แผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง Third-Party Risk Management (TPRM) และ Cyber Maturity Assessment แต่ยังคงไม่แพร่หลายให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่
จาก “ความตระหนัก” สู่ “การลงมือทำ”
ปัจจุบัน ธุรกิจครอบครัวเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์ แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การเปลี่ยน “ความเข้าใจ” ให้กลายเป็น “แนวปฏิบัติ” องค์กรที่ยังมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นด้านเทคนิคทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้บริหารและคณะกรรมการจะไม่มีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
องค์กรที่ไม่ได้ทำ Cybersecurity Maturity Assessment อย่างสม่ำเสมอ มักมองไม่เห็นความเสี่ยงที่แท้จริง และไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรด้านการป้องกันไซเบอร์ได้เหมาะสม หลายองค์กรจึงมักลงเอยด้วยการตัดสินใจแบบวัวหายล้อมคอก
ถึงเวลายกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้เป็นวาระองค์กร
ธุรกิจครอบครัวต้องค่อย ๆ ปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปลี่ยนมุมมองจากการรับรู้ความเสี่ยง ไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นระบบ รวมถึงยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความเสี่ยงขององค์กร
บทบาทของคณะกรรมการและผู้บริหารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในการกำหนดทิศทาง กลยุทธ์การลงทุน และสร้างความรับผิดชอบร่วมกันทั้งองค์กร โดยเริ่มจากการทำ Cybersecurity Maturity Assessment อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินช่องว่างและติดตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากนั้นจึงเสริมมาตรการพื้นฐาน เช่น การจัดการแพตช์ การยืนยันตัวตนโดยใช้หลายปัจจัย (MFA) แลการสำรองข้อมูลที่ปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาความสามารถขั้นสูง เช่น แผนปฏิบัติการขั้นตอนการรับมือภัยคุกคาม ข่าวกรองภัยคุกคาม และการกำกับดูแลความเสี่ยงจากบุคคลภายนอก
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของบุคลากรยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด องค์กรจึงต้องลงทุนด้านความตระหนักรู้ การกำหนดนโยบาย และการติดตามพฤติกรรมการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อบริหารความเสี่ยงจากบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร
ความยืดหยุ่นคือการปกป้องธุรกิจระยะยาว
ในโลกที่ภัยไซเบอร์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คำถามจึงเปลี่ยนจาก “ควรลงทุนหรือไม่” เป็น “ควรลงทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ” การมีที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งมิติธุรกิจ ความเสี่ยง และเทคโนโลยี จะช่วยให้องค์กรกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับกลยุทธ์และความเสี่ยงของธุรกิจ พร้อมสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว
การมีแผนงานที่ชัดเจน การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุจริง รวมถึงการปิดช่องว่างระหว่าง “ความเสี่ยง” กับ “ความพร้อม” จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นในการปกป้องธุรกิจ รักษาชื่อเสียง และส่งต่อคุณค่าของกิจการสู่คนรุ่นถัดไปอย่างยั่งยืน


