8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน ด้วยแนวคิดที่ว่า “ปีฟุตบอลโลก” ควรเป็นช่วงที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
ผ่านมาเกือบทศวรรษ ผมพบว่าสิ่งที่นักลงทุนได้เรียนรู้จริงจากฟุตบอล ไม่ใช่แค่การทายผลแพ้ชนะ แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีฐานผู้ชมขนาดใหญ่ไม่ต่างกับตลาดหุ้นโลก มีพัฒนาการด้านกลยุทธ์ชัดเจน นอกจากนั้นก็มีอารมณ์ของมนุษย์เข้ามาผสมผสานอย่างโดดเด่น การเข้าใจมหกรรมใหญ่อย่างฟุตบอลโลกจึงสอนให้เรารู้ทันตลาดการเงินไปพร้อมกันได้อย่างดี
สิ่งแรกที่ฟุตบอลโลกมักแสดงให้เห็นชัดที่สุด คือยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านด้านการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ
ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์มากที่สุด จึงไม่แปลกที่พัฒนาการด้านข้อมูลจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
การใช้ข้อมูลในฟุตบอลโลกเด่นชัดขึ้นในปี 2014 ที่บราซิล เมื่อ SAP สร้างระบบ Match Insights เป็น real-time analytics ให้กับสมาคมฟุตบอลเยอรมันนำในไปใช้ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์เกมและวางกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบขาด จนสามารถเอาชนะบราซิลเจ้าภาพไป 7-1 และได้แชมป์ในปีนั้น
ล่าสุด ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ก็เป็นครั้งแรกที่มีการนำ AI มาใช้สำหรับตรวจจับตำแหน่งผู้เล่นล้ำหน้า ผ่าน 29 จุดบนร่างกายและส่งผล real-time 50 ครั้งต่อวินาที
จนพูดได้ว่าฟุตบอลโลก เป็นหนึ่งในรายการแข่งขันกีฬาที่ทำให้ตลาดได้เห็นการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานได้ชัดที่สุด ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก อาจเป็นไอเดียให้เราได้นำไปประยุกต์ต่อในโลกการเงินและการลงทุน
เรื่องต่อมาคือ World Cup Effect มีอยู่จริง แต่เหตุเกิดจากจิตวิทยาไม่ใช่ ผลแพ้ชนะ หรือเศรษฐกิจ
งานวิจัยของ Edmans, García และ Norli ปี 2007 ศึกษาย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1970 พบว่าผลการแข่งขันมีผลต่อตลาดหุ้นจริง แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้มาจากผลทางเศรษฐกิจ เช่นการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ แต่กลับเกิดจากอารมณ์ของนักลงทุนในประเทศ จากความตื่นตัว หรือผลแพ้ชนะ ที่ส่งผลต่อมุมมองการเปิดรับความเสี่ยง
เช่น ปริมาณการซื้อขายในตลาดมีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วงที่มีแมตช์สำคัญ หรือผลการแข่งขันส่งผลลบกับตลาดหุ้นประเทศผู้แพ้ผิดปรกติในวันทำการถัดไป หรือผลของความพ่ายแพ้มักสร้างความผันผวนมากกว่าการชนะถึงเท่าตัว
ครั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือการที่ฟุตบอลโลกมาจัดที่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกการเงิน ในจังหวะที่ Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูงมาก สภาพคล่องที่เบาบางลง อาจกดดันให้ข่าวร้ายสร้างความเสียหายได้มากเป็นพิเศษ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Winner's Curse ในฟุตบอล มีความคล้ายคลึงกับ Mean Reversion ในโลกการเงินระยะยาว
คำสาปของแชมป์โลก เป็นเรื่องเล่าที่เราได้ยินมาตลอดและมีสถิติรองรับ
นับตั้งแต่ปี 1982 แชมป์โลกรอบก่อนหน้า ตกรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาถึง 6 ใน 10 ครั้งหลังสุด
คำอธิบายคือ ทีมแชมป์มักถูกคู่แข่งวิเคราะห์อย่างละเอียด ผู้เล่นหลักมีอายุมากขึ้น 4 ปี เช่นครั้งนี้ Lionel Messi จะมีอายุถึง 39 ปีในช่วงการแข่งขัน และที่สำคัญที่สุด คือความหิวกระหายในชัยชนะที่ลดลง ทำให้ทีมที่แตะจุดสูงสุดไปแล้วมักพยายามน้อยกว่าทีมคู่แข่ง
ในโลกการลงทุน เราเรียกเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น Mean Reversion แบบหนึ่ง
เช่นผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงก่อนหน้า มักเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้น เงินทุนไหลเข้ามากเกินไป ทำให้บริหารจัดการยากจน Underperform ตลาด
หรือการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงมาก โดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง ในระยะยาวระดับมูลค่าก็มักปรับตัวลงกลับสู่ระดับเหมาะสมในที่สุด
ถัดมา คือความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลโลกกับวิกฤติตลาดการเงิน แม้จะไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ แต่ช่วงเวลาก็มักเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน เตือนให้ไม่ประมาท
ย้อนกลับไปดูฟุตบอลโลกในอดีต
ปี 1990 ที่อิตาลี สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย
ปี 1994 มาจัดที่สหรัฐฯ ก็เกิดวิกฤติตลาดบอนด์ จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ตามมาด้วยวิกฤตการเงินเอเชีย และ LTCM ล่มสลาย
ปี 2002 ที่เกาหลีญี่ปุ่น ก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับวิกฤติ Dot Com และบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WorldCom โกงบัญชี
ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ก็เกิดพร้อมกับวิกฤติหนี้ Eurozone
จนมาถึงปี 2022 ตลาดก็ปรับฐานอีกครั้งจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
แม้ฟุตบอลโลกไม่สามารถอธิบายวิกฤติได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นการย้ำเตือนเราว่าความเสี่ยงเป็นวัฏจักและทุกปีมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ สภาพคล่องที่ลดลงและอารมณ์ที่แปรปรวนของนักลงทุน อาจเป็นหนึ่งในชนวนที่เปลี่ยนความเสี่ยงไปเป็นวิกฤติ
สุดท้าย ฟุตบอลโลกสอนเราเรื่องทฤษฎีความน่าจะเป็น และการอยู่กับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด
แม้ฟุตบอลจะก้าวผ่านการวางกลยุทธ์ที่ใช้แต่สัญชาตญาณ มาเป็นสถิติ จนมาเป็น Big Data และ AI ในปัจจุบัน จนทำให้เรามั่นใจว่าทีมที่มีพื้นฐานที่ดี มักยืนระยะได้ และมีโอกาสชนะมากขึ้น แต่โอกาสชนะสูงที่สุด ก็ไม่ใช่ว่าจะชนะเสมอไป
การลงทุนก็เช่นกัน สินทรัพย์ที่ดีหรือการตัดสินใจที่ดี อาจไม่ได้การันตีผลตอบแทนที่ดี
สิ่งที่สำคัญคือการยอมรับว่าความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ และทางเดียวที่จะ ชนะมากกว่าแพ้ คือการเรียนรู้ที่จะกลับมาหลังจากความพ่ายแพ้ครับ

