วิกฤติพลังงานโลกในปี 2026 ที่มีจุดเปราะบางสำคัญจาก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนด้านพลังงานแค่ชั่วคราว แต่มันกำลังกลายเป็น New Normal ใหม่ของตลาดน้ำมันโลก
ซึ่งจากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ “SCB EIC” ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอุปสงค์-อุปทานแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังถูกแทนที่ด้วย “ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างราคาอย่างถาวร การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนถึงการสิ้นสุดของ “ยุคพลังงานราคาถูก” และเริ่มต้นยุคที่ “ความมั่นคงทางพลังงาน” สำคัญกว่า “ต้นทุนที่ต่ำ” ที่สุดเพียงอย่างเดียว
ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามทางการทูตเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่ข้อเท็จจริงทางเทคนิคคือ “น้ำมันจะยังไม่ไหลเข้าสู่ตลาดทันที” สาเหตุเพราะความซับซ้อนของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีเรือที่ติดค้างอยู่กว่า 1,500 ลำ ซึ่งหลายลำมีประสิทธิภาพการเดินเรือลดลงจากปัญหาเพรียงและสาหร่ายสะสมหลังจอดนิ่งนานหลายเดือน อุปสรรคเหล่านี้ตอกย้ำว่าระเบียบพลังงานโลกเดิมที่มีความยืดหยุ่นต่ำได้ล่มสลายลงแล้ว โลกจำเป็นต้องหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
SCB EIC มองว่าเอกภาพของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง OPEC+ เริ่มสั่นคลอนจากการถอนตัวของสมาชิกสำคัญอย่าง UAE นำไปสู่การแข่งขันด้านกำลังการผลิต (Capacity-driven Competition) ที่รุนแรงขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวบีบให้ประเทศในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่นต้องยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ให้เพียงพอต่อการอยู่รอดนับร้อยวัน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “The Green Leapfrog” หรือการก้าวกระโดดสู่พลังงานสีเขียวที่รวดเร็วขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกใช้พลังงานฟอสซิลเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำลายเสถียรภาพเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ปรับทิศทางสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่ โดยเน้นการสร้างความยืดหยุ่นผ่านการเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ตาม MOU 44 รวมไปถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) แม้ SCB EIC จะปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 1.7% จากมาตรการพยุงของภาครัฐ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางสูงจากความเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน
วิกฤติพลังงานจากฮอร์มุซ จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในอนาคตขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบพลังงานใหม่ ธุรกิจและภาครัฐต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับความมั่นคง และลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งที่เปราะบางเพียงเส้นทางเดียว วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจุดจบของยุคสมัยเดิม แต่คือจุดเริ่มต้นของระเบียบโลกใหม่ที่ตอกย้ำแบบชัดๆ ว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน หวังว่าเราจะเรียนรู้และเตรียมตัวรับมือกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้าง!

