ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน วิกฤติพลังงาน การแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่รุนแรงขึ้น และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน แต่คือรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะกล้าปฏิรูปประเทศได้ทันเวลาหรือไม่ ก่อนความเสี่ยงวันนี้จะกลายเป็นวิกฤติใหญ่ที่ยากจะแก้ไขในวันข้างหน้า
จากมุมมองของเหล่าซีอีโอภาคธุรกิจ มองไม่ต่างกันนักว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวหรือไม่ แต่คือประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยนทางโครงสร้าง” ที่อาจกำหนดทิศทางประเทศไปอีกหลายทศวรรษ หากรัฐบาลยังใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นเครื่องมือหลัก และละเลยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง วิกฤติครั้งนี้อาจกลายเป็นความเสียหายที่ยากจะฟื้นกลับ วันนี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันทุกมิติ ทั้งจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติพลังงาน การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาประชากรสูงวัยและศักยภาพแรงงานที่ชะลอตัว ล้วนเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจรอบก่อนๆ
สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าการเติบโตต่ำ คือ การที่ไทยกำลังสูญเสียความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสถานะประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงจากรายได้การส่งออกและการท่องเที่ยว ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยน การแข่งขันรุนแรงขึ้น ขณะที่ต้นทุนพลังงานและการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้เพียงพอ ประเทศอาจเผชิญภาวะเกินดุลลดลงหรือขาดดุลในระยะยาว ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท เสถียรภาพนโยบายการเงิน ต้นทุนทางการเงินของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในที่สุด
ดังนั้นข้อเสนอของภาคเอกชน ระดับบิ๊กซีอีโอ จึงมีความหมายมากกว่าคำเรียกร้องเชิงธุรกิจ แต่เป็นสัญญาณเตือนต่อรัฐบาลให้เร่งปลดล็อกข้อจำกัดทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ปัญหาคอร์รัปชัน การเร่งอนุมัติโครงการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ความชัดเจนนโยบายระยะยาว เพราะเราอยู่ในยุคแข่งขันที่ต้องดึงนักลงทุนระดับเทคพรีเมียมทั้ง เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ หรือแม้แต่ดาต้าเซนเตอร์ และอุตสาหกรรมสีเขียว นักลงทุนไม่ได้มองเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ให้ความสำคัญกับความแน่นอนของนโยบายและความพร้อมของประเทศมากกว่า
รัฐบาล ผู้บริหารประเทศ ควรมองวิกฤติครั้งนี้ในฐานะ “สัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย” หรือ สัญญาณเตือนหายนะทางเศรษฐกิจที่ดังกว่าทุกครั้ง มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจตามวัฏจักรปกติ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องจีดีพี หรือกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ วิกฤติที่กำลังก่อตัวอยู่ในวันนี้ อาจกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของไทยในรอบหลายทศวรรษ และเมื่อถึงวันนั้นการแก้ไขอาจสายเกินไป

