ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมคงมีความรู้สึกโศกเศร้าถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกลงมาหนักซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเดือดร้อนและยากจนลง ผมไม่ได้เชียร์ให้เกิดวิกฤติอย่างแน่นอน ผมอยากจะให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นดีและคนมีความสุข แต่ผมจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของโลกหรือประเทศไทย ถ้ามันจะเกิด มันก็ต้องเกิด และมันก็จะต้องเกิดแน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีกไม่นาน เพราะฉะนั้น มาดูหรือมาคิดว่าโดยส่วนตัวเราจะเลี่ยงจากผลกระทบของมันได้แค่ไหน และที่สำคัญ มีทางที่จะได้ประโยชน์จากมันด้วยการลงทุนหรือไม่
จากประสบการณ์ของวอเร็น บัฟเฟตต์ คงต้องบอกว่า เขา “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุน เพราะความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขาหลายครั้งมาจาก “วิกฤติ” ทั้งที่เกิดเฉพาะกับตัวหุ้นและวิกฤติตลาดหุ้นโดยรวม ที่ทำให้หุ้นบางตัวที่มีพื้นฐาน “ดีมาก” มีราคาตกลงมาหนักขนาดเหลือไม่ถึง 50% จากราคาปกติ ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก บางทีขนาด “ครึ่งพอร์ต” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวิกฤติผ่านไปแล้ว หุ้นก็ฟื้นอย่างโดดเด่น ทำให้เขาได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนสุดยอด
เขาเคยบอกว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว” โดยเฉพาะจากวิกฤติ
มาดูประสบการณ์บางเรื่องที่สำคัญของบัฟเฟตต์ดู เริ่มจาก วิกฤติบริษัทหรือหุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสในปี 1964 ที่เกิดการโกงกรณี “เรื่องฉาวโฉ่น้ำมันสลัด” ที่เกิดในแผนกซื้อ-ขายสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงคือ บริษัทจะขาดทุนหนัก และทำให้เสียชื่อเสียงและอาจกระทบกับธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
หุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสตกลงมา 50% แต่บัฟเฟตต์เข้าไปซื้ออย่างหนักด้วยเงินประมาณ 40% ของพอร์ตหลังจากที่ลงทุนเดินทางไปตรวจสอบในภาคสนามว่าคนยังใช้บัตรเครดิตและซื้อเช็คเดินทางที่อเมริกันเอ็กซเพรสเป็นผู้นำทิ้งขาดคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่นหรือเปล่า ซึ่งก็พบว่า คนยังใช้บริการ “เอเม็กซ์” ปกติ
ผลก็คือหุ้นเอเม็กซ์ฟื้นตัวและทำกำไรให้บัฟเฟตต์มหาศาล กลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของบัฟเฟตต์ที่เขายังถือมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 60 ปี
วิกฤติตลาดหุ้นปี 1973-74 เป็นวิกฤติที่รุนแรงมาก อเมริกากำลัง “แพ้สงครามเวียตนาม” ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวิกฤติอานิสงค์จากสงครามอาหรับ-อิสราเอล เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วเป็น 10% แต่เศรษฐกิจตกต่ำเป็น “Stagflation” คนรุ่นหนุ่มสาวหมดหวังในชีวิตทำตัวเป็น “ฮิบปี้” ที่ใช้ชีวิตแบบ “ไร้สาระ” ประท้วงรัฐบาล ทั้งหมดทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตกลงมา 40-50% คนต่างก็หนีจากตลาดหุ้น
บัฟเฟตต์เห็นหุ้นวอชิงตันโพสต์ หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงสุดยอดที่ได้รับการยอมรับทั่วอเมริกาและในโลกราคาหุ้นตกลงมาเหลือน้อยมาก และในเวลานั้น สื่อก็เป็นสิ่งที่กำลังโตและมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่โลกเปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญเข้าซื้อจนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และสนิทใกล้ชิดกับเจ้าของและเป็นที่ปรึกษาต่อมาอีกนานจนเธอเสียชีวิต
เงินลงทุน 10 ล้านเหรียญนั้น ต่อมาเติบโตขึ้น 100 เท่าเป็น 1,000 ล้านเหรียญ และกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์อีกครั้งหนึ่ง
วันที่ 19 ตุลาคมปี 1987 ตลาดหุ้นอเมริกาตกลงมาแรงที่สุดวันเดียวในประวัติศาสตร์ คือดัชนีดาวโจนส์ตกลงมา 22.6% และต่อมาถูกเรียกว่า “Black Monday” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นในขณะนั้น “แพงเกินไป” และตลาดในช่วงนั้นเริ่มมีการซื้อ-ขายหุ้นด้วย “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” ที่อ้างว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตหุ้นได้ ซึ่งวันนั้นก็อาจจะเป็นวันที่โปรแกรมทั้งหลายต่างก็ทำงานพร้อมกันที่ตัดสินใจให้ขายหุ้นที่ “แพงเกินไป” หุ้นจึงตกเพราะแทบจะไม่มีคนซื้อเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรในวันนั้น
บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อหุ้นโคคา-โคลาในปี 1988-1989 เป็นจำนวนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากหลัง “วันจันทร์ทมิฬ” นั้น โดยเหตุผลที่หุ้นโค๊กตกลงมาต่อเนื่องก็เพราะว่าบริษัทเติบโตช้าลง การขยายกิจการไปต่างประเทศมีความไม่แน่นอนด้วย
แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าโค๊กเป็นยี่ห้อน้ำดำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและแทบเป็น “สัญลักษณ์ของอเมริกัน” เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมากและมีโอกาสที่จะขยายไปทั่วโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน
หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมีมูลค่าเป็นหมื่น ๆ ล้านเหรียญและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับที่กลายเป็นเครื่องดื่ม “ประจำตัว” ของบัฟเฟตต์ที่เขา “ดื่มทุกวัน” แทนเป็ปซี่
กรณีสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การซื้อหุ้น Goldman Sachs ในช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2008 ของบัฟเฟตต์ด้วยเม็ดเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ โดยที่เขาสามารถต่อรองเงื่อนไขที่ดีมาก คือ ซื้อเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 10% และมีโอกาสที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญผ่านวอแร้นต์ที่กำหนดราคาแปลงสภาพแน่นอนในราคาต่ำมาก
และเหตุผลที่เขาได้ดีลดีมากก็เพราะว่าในยามวิกฤติรุนแรงที่ทำให้สถาบันการเงินใหญ่ ๆ แทบทั้งหมด “ล่มสลาย” อานิสงค์จากการล่มสลายของธนาคารเลย์แมนบราเธอร์และหุ้นกู้ซับไพร์ม บัฟเฟตต์เป็น “คนเดียว” ที่มีเงินสดมหาศาลที่คนต่างก็เข้ามาหา ในยามวิกฤตินั้นคนรู้ว่า “บัฟเฟตต์คือพระเจ้า”
โกลด์แมนซาคส์ฟื้นเพราะเงินจากบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์ได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไรจากหุ้นนับเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ และนั่นก็ทำให้คนเริ่มเข้าใจว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงถือเงินสดค่อนข้างมากตลอดเวลา นั่นก็คือ เขารอว่าจะมีบริษัทหรือหุ้นตัวไหนเกิด “วิกฤติ” ที่จำเป็นต้องใช้เงินรีบด่วน หรือเขาจำเป็นต้องมีเงินทันทีเพื่อเข้าไป “ฉวยโอกาส” ในช่วง “เวลาทอง” ที่จะได้ “ของดี ราคาถูกสุดยอด” เมื่อเกิด “วิกฤติ”
ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองต่อเรื่องของ “วิกฤติ” นั้น คงต้องบอกว่าผมเอง “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุนเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ผมเชื่อคำพูดของบัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนตลอดชีวิต คือเอาเงินมาซื้อหุ้นเรื่อย ๆ ตลอดไปไม่มีการขาย เราคงอยากซื้อหุ้นถูก ๆ คือตอนหุ้นตก แต่หุ้นที่จะถูกมากที่เราจะซื้อได้นั้น มักจะมาตอนวิกฤติ ดังนั้น เราควรจะชอบหรือรักวิกฤติ เพราะวิกฤติทำให้เราได้ซื้อของดี ราคาถูก และนั่นก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนระยะยาวสูง และอาจจะทำให้เรารวยได้
เรื่องแรกของผมก็คือ สิ่งที่ผมพูดมาตลอด นั่นก็คือ ผมโชคดีที่เข้าตลาดหุ้นเต็มที่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่ตลาดตกลงมา 53% ในขณะที่ผมมีเงินสดที่เก็บออมไว้เต็มมือ และผมลงทุนมันทั้งหมดในปีวิกฤติ ในหุ้นที่ดีหรือดีมากในราคาที่ถูกมาก แค่ปันผลก็แทบจะได้ปีละ 10% แล้ว ผมไม่กลัววิกฤติเลย ผมรักมัน
ย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของพอร์ตย้อนหลังซึ่งผมบันทึกไว้ตลอดจนถึงวันนี้และพบว่า หลังจากปีวิกฤติปี 2540 คือปี 2541 ผลตอบแทนของผมดีเยี่ยมคือประมาณ 46% อานิสงค์จากการได้ซื้อหุ้นที่ถูกมากเพราะเกิดวิกฤติ
หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ในปี 2543 หรือปี 2000 ตลาดหุ้นไทยก็เกิดวิกฤติอีกครั้ง ตามตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดวิกฤติหุ้นไฮเท็ค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 44% โดยที่นักลงทุนหรือสื่อแทบจะไม่สนใจเพราะแทบจะไม่มีใครลงทุนในหุ้น การซื้อ-ขายหุ้นต่อวันเฉลี่ยแค่ 3-4,000 ล้านบาท
พอร์ตลงทุนของผมยังบวกที่ 22% เหตุผลคงเป็นเพราะว่ามีหุ้นแค่ประมาณ 10 กว่าตัวและหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ไม่ค่อยมีคนซื้อขายและเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานธุรกิจดีและยังดีขึ้นด้วย และพอถึงปี 2544 หรือปีต่อไป พอร์ตก็โตขึ้นถึง 71% ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นที่บวกขึ้นมา 13% หลังวิกฤติ
วิกฤติครั้งที่ 3 คือปี 2551 หรือปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา ในปีนั้น หรือว่าที่จริงตลอดมาตั้งแต่ปี 2543 ผมไม่เคยถือเงินสดเลย พอเกิดวิกฤติ พอร์ตผมจึงขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ขาดทุนแค่ 15% แต่ตลาดตกลงมาถึง 48% เพราะเกิดวิกฤติแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
หลังจากนั้น ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นอย่างแรง บวกถึง 63% แต่พอร์ตผมกลับบวกถึง 141% ผมรักวิกฤติ แม้ว่าจะถูกกระทบบ้างแต่ “ฟ้าหลังฝน” นั้นสดใสยิ่งกว่า
ปีโควิด 2020 หรือ 2563 เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะ “ล่มสลาย” เพราะต้องปิดเมืองทั่วโลก กลับรอดพ้นไปได้โดยเฉพาะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่คนไม่ต้องออกจากบ้าน มีการแจกเงินมหาศาลเพื่อให้คนมีเงินใช้ซื้อสินค้าจำเป็น อย่างไรก็ตาม เงินนั้น จำนวนมากกลับถูกนำไปซื้อหุ้นโดยเฉพาะในอเมริกา ทำให้หุ้นที่ตกลงมาแรงระดับ 30-40% เพราะ “ตกใจ” ฟื้นขึ้นทันที หุ้นไทยเองตกลงมา 8% เช่นเดียวกัน พอร์ตผมลดลงที่ลบ 11% แต่พอถึงปี 2564 พอร์ตผมก็ฟื้นตัว โตขึ้น 21%
ผมรักวิกฤติ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งต่อไปมันจะเหมือนเดิมไหม เพราะในระยะหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา VI หรือการลงทุนแบบ VI เองก็ไม่เหมือนเดิม โลกของการลงทุนอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ เพราะแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ในกว่าสิบปีที่ผ่านมา

